[งานชิ้นที่ 15] สิ่งซักดิ์สิ่งธิ์                                                                             [Final]

อีก 12 นาทีก่อนจะถึงเที่ยงคืน พวกเรายังคงนั่งกันอยู่ตรงนี้ที่เดิม 3 ชั่วโมงที่ผ่านมาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างช้าๆและทรมาน หนังสือที่เคยมีไว้ใช้สำหรับอ่าน บัดนี้กลายเป็นอุปกรณ์รองหนุนชั้นเยี่ยม เอกสารโทนสีน้ำตาลและขาว กองเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะและเก้าอี้ อย่างไร้การคาดเดาในการจัดวาง นี้ผมเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตหรอเนี่ย

หนึ่งศพนอนพาดยาวอยู่ที่ม้านั่งด้วยท่าตะแครง แขนทั้งสองยืนออกมาข้างหน้า ผ่ามือปล่อยลงตามแรงโน้มถ่วง นั่นคือ ไอ่ตาม เพื่อนผม ตรงหน้าผม มีหญิงสาวอีกหนึ่งศพนอนหน้าคว่ำหนังสือที่กางเปิดอยู่ครึ่งเล่ม และมีหญิงสาวอีกศพหนึ่งกำลังค่อยๆโน้มตัวมาหยุดที่หัวไหล่ นั่นคือ สา และ กิ๊ฟ และที่ตักผมมีหนึ่งศพผู้ชาย หัวพาดที่ท่อนขาผมอยู่ น้ำลายของผู้ที่เสียชีวิตให้กับความรู้ ไหลลงมาเกือบจะแตะที่ขาผม

“เชี่ย!!!” ผมตะโกน พร้อมสะบัดขาขึ้น ยิ่งทำให้น้ำลายโดนขาผมเต็ม

“เชี่ย เชี่ย เชี่ย!!!” ผมร้องตะโกนสรรเสริญให้กับความโง่ของผม ด้วยเสียงของผม ศพต่างๆเหมือนจะมีการขยับตัวเล็กน้อย

“เฮ้ย ตื่นๆๆ ตื่นได้แล้ว ไหวกันเปล่าเนี่ย” ผมพูดพร้อมตบโต๊ะ ตบมือ และจับเพื่อนผมเขย่าไปมา

เพื่อนๆทุกคนต่างเกิดใหม่จากความตายอย่างช้าๆ ขยี้ตา หาว และ บิดขี้เกียจ ตามลำดับ และจบที่นั่งทำตาเบลอๆ และขยับปาก ดัง “แจป แจป แจป”

สา : นี้ เราหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เลยนะเนี่ย ฮา ฮา ฮา

โจ : พวกมึงหลับกันหมดเนี่ย เหลือกูนั่งอ่านคนเดียว กูก็ว่ามันเงียบๆพอหันขึ้นมาอีกที อ่าวแม่งไปกันหมดละ

กิ๊ฟ : ก็มึง อ่าน เงียบๆ มันเงียบไป จนพวกกูหลับ ไงละ ความผิดมึงเลย

โจ : อ่าว ซะงั้นๆ กูผิดซะงั้น วัยรุ่นเซ็งเลย

ตาม : เชี่ย ไม่เข้าหัวเลยว่ะ ทำไงดีว่ะ F แน่เลยกู ห่าเอ้ย

พร : อ่าวไงละ สมพรปากเลย เพื่อนกู กูไม่ยิ่งยากว่าหรอวะ โดดเกิน 6 ครั้งเพิ่งไปกราบไหว้ขอ อาจารย์มาเนี่ย

โจ : ใช่ๆ มึงอะไปคนแรกเลย ไอ่ห่า ละแม่ง ก็มานอน น้ำลายย้อยใส่ขากู เนี่ยมึงดู

พร : ฮะๆๆ จริงหรอวะ ไหนดูดิ มึงชอบมั้ย เดียวกูจัดให้อีกข้าง จะได้สมดุล

พร ทำท่าเหมือนจะพ่นน้ำลายใส่ผม ท่ามกลางเสียง แสดงความรังเกียจของทั้งโต๊ะ ผมขยับตัวหลบจนแทบจะตกเก้าอี้แต่โชคดีที่กลับมายืนได้ สร้างเสียงหัวเราะเบาๆให้กับทั้งโต๊ะ จากนั่นบทสนทนาก็ดำเนินไปอย่างไร้สาระจนทุกคนพยายามจะอ่านหนังสือต่อ

สา : โอ๊ย ยากจังเลยอะ ทำไงดี เริ่มเครียดแล้วนะ (ทุกคนนิ่งเงียบเพราะก็รู้สึกแบบเดียวกันแต่ไม่รู้จะตอบยังไง)

สา : ไป บน กัน ป้ะ!!!! (สาตบโต๊ะทำหน้าจริงจัง ดึงความสนใจของเพื่อนๆจากหนังสือได้ชั่วพริบตา)

สา : เนี่ยที่ตึกที่เราจะไปสอบกัน มันมีศาลพระภูมิ ตั้งอยู่ที่หนึ่งนะ ไปกันมั้ย

ตาม : เฮ้ยไป ตอนเนี่ย เนี่ยนะ นี้เที่ยงคืนกว่าละนะ

พร : เฮ้ยตอนนี้สิกำลังดี ไอ่ตาม มึงไม่รู้หรอ ว่าช่วงที่ผี ทำงานกันนะ มันช่วงตี 1 ถึง ตี 4 ถ้าเราไปตอนนี้ แม่งได้สื่อสารกันแบบใจถึงใจแน่

ตาม : ห่า เฮ้ย ผีมีเวลาทำงานด้วย แม่งบ้าไปละ มึงไปเอามาจากไหนเนี่ย

พร : อ่าวใครๆ เค้าก็รู้ มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์

ตาม : บ้าไปละ มึงอะ กูไม่ไปหรอก

พร : ไม่รู้แหละ กูจะไป เนอะ สา เนอะ (พรพูดพร้อมหันหน้าไปทางสา และสาก็ตอบรับแบบ งงๆ)

กิ๊ฟ : น่าสนุกดีนะ ไปบนตอนผีทำงาน ฮะๆ เราไปด้วย

พร : น่าน เยี่ยมมาก กิ๊ฟ โคตรเจ๋งเลยว่ะ เฮ้ยแม่ง เดียวนี้ผู้ชายสมัยนี้แม่งกลัวขี้หด กันหมดแล้วหรอ แม่งสู้ผู้หญิงก็ไม่ได้ เนอะ (พร หันหน้าไปทาง กิ๊ฟและสา แบบยิ้ม ภูมิใจ)

ตาม : เฮ้ย โจ มึงช่วยกุหน่อยดิ อย่าเงียบดิเพื่อน

โจ : กูว่าเราควรจะอ่านหนังสือต่อนะโว้ย บนมันไม่ช่วยอะไรหรอก

พร : เฮ้ยที่แท้ มึงก็ กลัวอะดิ ไอ่ โจ ป็อดหรอจ๊ะ พ่อคุณหนูเด็กเรียน ฮะๆๆๆ

โจ : กูไม่ได้กลัวนะโว้ย ไอ่พร มึงพูดจาดีดี กูแค่เห็นว่ามันไร้สาระ (ผมอารมณ์ขึ้นเล็กน้อย)

พร : กูไม่เชื่อ ถ้ามึงไม่ไปกูก็ถือว่า มึง ป็อด ไอ่โจแม่งป็อด ไอ่โจแม่งป็อด ไอ่โจแม่งป็อด (เป็นทำนองเพลงง่ายๆ)

พร : ปะ สา กิ๊ฟ ไปกันเถอะ เพื่อความสบายใจของเรา ไปบนกัน

พร สา กิ๊ฟ ลุกออกจากโต๊ะ เดินออกจากตึกหอพักไปที่ที่จอดรถ ผมรู้สึกอารมณ์เสียมากที่ถูกล้อเล่นแบบนี้ ตอนนี้หน้าตาผมคงบอกบุญไม่รับ หน้าเครียดแค้นอยู่เป็นแน่ เดียวแม่งได้รู้กัน

โจ : เชี่ย เฮ้ย กูไปก็ได้ กูไปก็ด้าย (ผมลุกขึ้นเดินตามไปด้วยท่าทีประชด)

เหลือเพียงไอ่ตามนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงคนเดียวกำลังตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ตามยังคงนิ่ง เสียงรถมอเตอร์ไซด์ ออกตัวไป 2 คัน ไม่นานก็มีเสียงหมาหอนตามมา

ตาม : ชะ ชะ ชะ เชรี่ยยย รอกูด้วย (ตามรีบลุกวิ่งตามไปอย่างหวาดกลัว)

ตี หนึ่ง 33 นาที ณ ตึกอาคารห้องสอบที่เงียบสงัด อาคารที่มืดมิด มีแค่ไฟถนนที่เป็นแสงพอจะทำให้มองเห็น ตอนนี้เราทั้ง ห้า อยู่กันที่ต้นไม้ใหญ่ข้างๆตึก มีศาลพระภูมิและผ้าสีรุ้งซีดๆ คาดอยู่ แม้จะเดินผ่านทุกวันแต่ดูเหมือนตอนนี้จะน่ากลัวกว่าทุกๆวัน ลมหนาวพัดมาและเสียงหมาหอนยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว ตอนนี้เพื่อนทั้ง สี่คนกำลังคุกเข่าอยู่ที่หน้า ศาลพระภูมิ โดยมาผมยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง

พร : เฮ้ยไอ่ ตามมึงอย่ามาใกล้กูมากได้มั้ย ถ้าเป็นน้องกิ๊ฟก็ว่าไปอย่าง (กิ๊ฟหันมาทำหน้าเซ็งๆ)

พร : จริงมั้ยจ๊ะ (พรทำตาหวาน ปิ๊งๆๆๆ)

กิ๊ฟ : รีบๆ จุดธูปเร็วๆเลยจะจุดต่อ เร็ว

พิธีการแบบงูๆปลาๆดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กลิ่นธูปที่ลอยขึ้นตามแรงหมุนเป็นวงกลม สามรอบของกรรมวิธี แบบมั่วๆ สร้างความคลั๋งให้กับคนทั้งสี่ ผลไม้ในถุงพลาสติกที่พึ่งไปซื้อมาเมื่อสักครู่วางอยู่เรียงอย่างสวยงามที่สุดเท่าที่มันเป็นสวยได้ และ คำอธิฐานบนความสิ้นหวังก็ถูกกล่าวออกมาเบาๆ

โจ : ( ผมคิดในใจ) งี่เง่าสิ้นดี ถ้าขอละมันได้จริง คนที่เรียนทุกคนเค้าแม่งไม่แห่มาขอกันหมดล่ะ คงได้ A สอบผ่านกันยกชั้นไปแล้ว งี้แม่งก็ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนมันละ ใกล้สอบมาก็มาขอให้ผ่าน ทุเรศสิ้นดี

โจ : ( ผมคิดในใจ) ผมเกิดมาไม่เคย เจอผี ไม่เคยไหว้พระก่อนนอน เลยซักครั้ง และก็ไม่เคยต้องมาก้มกราบ เศษทองเหลืองเศษไม้เศษผ้า แบบนี้ ถ้าผมอยากทำอะไรอยากได้อะไร ผมจะทำให้ผมเกิดขึ้นด้วยตัวผมเอง ผมเชื่อในการกระทำ ไม่ใช่มานั่งขอแบบนี้

หลังจากนั่นไม่นานพิธีกรรมอันแสนศักดิ์สิทธิ์ก็จบลง ท่ามกลางใบหน้าปิติยินดี ของเพื่อนๆทั้ง4 คงสอบผ่านกันอยู่หรอกนะ เดียวคอยดู ผมเดินตัดผ่านระหว่าง ตามกับพร เข้าไปที่ศาลพระภูมิ

พร : อ่าวไอ่โจ ทำไรว่ะ เริ่มจะอยากขอพรขึ้นแล้วหรือไง ฮะๆๆ เฮ้ยไม่น่าเชื่อว่ะ

ผมเงียบไม่ตอบอะไรกำลังเดินเข้าไปที่ศาลพระภูมินั่นท่ามกลางเพื่อนๆทั้ง4 ที่หยุดดูอย่างแปลกใจ

โจ : เดียวพวกมึงคอยดู เดียวกูจะทำให้พวกมึงตาสว่าง

ผมหยิบท่อนไม้ที่อยู่แถวนั่นขึ้นมา จับให้ถนัดมือ มองที่ไม้ แล้วบรรจร ฟาดลงที่แก่นศาลพระภูมิอย่างแรง ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ศาลพระภูมิล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เศษไม้กระทบพื้นก่อนกลิ้งกระจัดกระจายไปทั่ว เพื่อนๆทั้ง4 ต่างตกใจเป็นอย่างมากกับการกระทำที่เกิดขึ้นชั่วพริบตา ทุกคนอึ่งพูดไม่ออก แต่ทำไมผมถึงรู้สึกธรรมดาเยี่ยงนี้ ผมมองกลับไปที่กองที่ผมพึ่งทำลาย วัตถุทองเหลืองจำลองเสมือนพระสงฆ์ กลิ้งลงมาแตะที่ข้างเท้าของผม ส่วนที่เหมือนจะเป็นหน้าและดวงตาหันมาที่ผม ภาพซูมของหน้าผมมองสิ่งนั่น และภาพซูมส่วนตาของวัถตุนี้ ผมกลืนน้ำลายเล็กน้อย ภาพตัดมาแสดงให้เห็น กลุ่มคนทั้งห้ากำลังยืนนิ่งอยู่ ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน และหมาหอน ไฟถนนกระพริบถี่ๆหลายครั้งก่อนไฟจะตัดพร้อมภาพที่ตัดดำไป

2 วันถัดมา เวลา 12:00 น. วันสอบก็มาถึง  

หลังจากเหตุการณ์วันนั่น เพื่อนๆไม่คุยกับผมเลย แม้ผมจะอธิบายแล้วว่ามันเป็นเพียงแค่ไม้ผ้าและก็ทองเหลืองเท่านั่น แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ ทุกคนทิ้งหลักของเหตุผลและเชื่อในสิ่งที่มันพิสูจน์ไม่ได้ ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ไม่ได้ละ ผมมัวแต่คิดเรื่องนี้ไม่ได้ ผมต้องตั้งใจทำข้อสอบ ซึ่งแน่นอน ผมทำได้มันง่ายมาก ถ้าสิ่งนั่นศักดิ์สิทธิ์จริงตอนนี้ผมต้องคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงมั้ย ผมภูมิและเริ่มทำต่อไปจนเสร็จ

ผมออกจากห้องสอบตามเวลามาตรฐานคนปกติไม่เร็วไปไม่ช้าไป ผมเก็บข้าวของก่อนมองหาเพื่อนๆทั้ง4 ซึ่งแน่นอนต้องนี้อาจจะแค่ครึ่งเดียว ผมมองไปและเจอสา กำลังนั่งร้องไห้อยู่ มีตามและพรอยู่ข้างๆ ผมเดินเข้าไปหาทำหน้าปกติที่สุด แต่ความปากหมามันห้ามไม่ได้จริงๆ

โจ : โหนี้ ทำไม่ได้ขนาดต้องร้องไห้เลยหรอเนี่ย ไม่ยากขนาดนั่นมั่ง เราว่าอาจารย์ไม่ใจร้ายหรอ

ทุกคนเหมือนจะนิ่งเงียบไม่คุยกับผมเหมือนวันที่ผ่านมา

โจ : เฮ้ยทุกคน กูขอโทษวันนั่นกูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ กูก็ติวให้พวกมึงแล้วนิ ทำได้กันรึเปล่า ได้อยู่มั่ง

ทุกคนยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม

โจ : อ่าวเฮ้ย แล้วกิ๊ฟอะ ยังไม่เสร็จหรอ อูย แม่งนี้ เจ๊นี้มาเต็มๆ กะเอาท๊อป ชัวร์

ตาม : เฮ้ย โจ มึงหยุดเถอะว่ะ มึงยังไม่รู้ใข่มั้ยเนี่ย

โจ : อ่าว พวกมึง ไม่คุยกับกูซักคำ กูจะรู้อะไรมั้ยเนี่ย

ตาม : คือ คือ คือว่า

โจ : อะไร คือ (ผมทำหน้าสงสัย)

ตาม : กิ๊ฟโดนรถชนมาสอบไม่ได้

ภาพ Close up ที่หน้าผมตกใจเป็นอย่างยิ่ง ตาเปิดกว้างและคิ้วกดลงมา ภาพตัดที่ ตาม พร และ สา มองมาที่ผมทำสายตานิ่งๆไม่สื่ออามรณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ทุกคนมองผมก่อนรีบลุกเดินจากไป ทิ้งเหลือแค่ตัวผมไว้กับความผิดที่ตัดสินเสร็จสิ้นแล้ว

บ่ายสามโมง หน้าห้อง ICU

พร ตาม และ สา ต่างอยู่ในอาการสิ้นหวังและกระวนกระวาย ร้องไห้ หลังจากที่หมอบอกว่า กิ๊ฟนั่นได้เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องด้วยความแรงในการชนและสุขภาพของกิ๊ฟที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

ผมยืนอยู่ที่หน้าห้องผ่าตัดนี้ด้วย ทิ้งระยะแห่งความรู้สึกผิด ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ ไม่มีใครมองมาที่ผมเลย ทำไมผมต้องรู้สึกผิดด้วย กูไม่ได้ขับรถชน กิ๊ฟซักหน่อย ทำไมมึงทำเหมือนกับกูเป็นคนที่ทำร้ายกิ๊ฟหยั่งนั่นละ กูไม่ผิดนะโว้ย มึงช่วยเข้าใจหน่อยได้มั้ย

ผมกัดฟันแน่น สิ่งที่ผมพูดไปสักครู่ไม่ได้มีน้ำเสียงออกมาเลย มันติดอยู่ในความรู้สึกผิดของผม ทำไมผมต้องรู้สึกผิดด้วย ผมเริ่มคิดซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้ทางออก

พร : โจ มึงกลับไปได้ละไป กูเบื่อหน้ามึงว่ะ กูรำคานกูพูดตรงๆ มึงกลับไป (พรตระคอกใส่ผม)

“พร คือกู ขอโทษกูไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับกิ๊ฟเลย กูผิดไปแล้ว วันนั่นกูไม่น่าไปทำลาย..”

“เฮ้ยทำไม กูต้องรู้สึกผิดด้วย มันไม่เกี่ยวกันซักหน่อยกับเรื่องคืนนั่นนะ มันไม่มีเหตุเกี่ยวข้องกันเลย นี้มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์วันนั่น ซึ่งมันก็เป็นไปได้ กูไม่ผิด”

“แต่มันบังเอิญเกินไปหน่อยนะ มันบังเอิญเกินไป ทำไมมันช่างเหมาะจงกับเรื่องสอบอย่างนี้ละ”

“โอ้ย กูไม่รู้ เหมือนกัน หยุดได้มั้ย มันไม่เกี่ยวกันเลยซักนิด พอได้แล้ว กูไม่เข้าใจโว้ยย”

ผมยังคงกัดฟันแน่นตัวสั่นๆ ผมปวดหัวกับความคิดที่เข้ามามากมายในหัว ผมก้มหน้าเหมือนจะมีน้ำตา แต่ก็ยกมือสั่นๆขึ้นบังที่หน้า ก่อนจะกลับหลังหันเดินเซๆจากไป

พร ตามและ กิ๊ฟ ก็ดูเหมือนจะยังคงนิ่งและเป็นห่วงเรื่องของกิ๊ฟอยู่เช่นเดิม

ผมเดินมาที่หน้าโรงพยาบาล ก้มมองที่พื้นและร้องไห้อยู่ ผมก้มตัวลงที่พื้นยังคงร้องไห้ต่อไปซักพัก เมื่อได้สติผมจึงมองไปที่พื้นที่มีแอ่งน้ำหลังฝนตกอยู่ ภาพที่ผมเห็นคือ เงาสะท้อนของศาลพระภูมิกลับหัวอยู่ ซึ่งผมมองตามเงาสะท้อนนั่นขึ้นมาเห็นศาลพระภูมิตั้งอยู่ข้างหน้า ผมตกใจเล็กน้อย

แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดในโลกนี้ ผมลุกขึ้นและเดินไปขุกเข่าที่หน้าเศษไม้เศษผ้าและเศษทองเหลืองนั่น ผมพนมมือขึ้นพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสอง

“ผมเกิดมาไม่เคย เจอผี ไม่เคยไหว้พระก่อนนอน เลยซักครั้ง และก็ไม่เคยต้องมาก้มกราบ เศษทองเหลืองเศษไม้เศษผ้า แบบนี้” เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์วันนั่น

ผมมองขึ้นไปที่วัตถุทองเหลืองรูปร่างเสมือนพระสงฆ์ที่อยู่ในนั่น มองร้องไห้พร้อมพูดออกมาแบบสั่นๆน้ำตาคลอว่า

“ซิก ๆ ถ้าๆ ถ้า สิ่งศักดิ์มีอยู่จริง ผมอยากจะขอความเมตตาจากท่านซักอย่างได้มั้ยครับ” (ผมน้ำตาไหล)

“อย่าให้ กิ๊ฟ ต้องตายเลยได้มั้ยครับ”

ภาพตัดมาที่หน้าของศาลพระภูมิ ไฟหน้าโรงพยาบาลกระพริบถี่ๆหลายครั้งก่อนดับไปพร้อมกับภาพที่ตัดดำไป

หลังจากนั้น 7 ปี

ผมนั่งอ