[งานชิ้นที่ 15] สิ่งซักดิ์สิ่งธิ์                                                                             [Final]

อีก 12 นาทีก่อนจะถึงเที่ยงคืน พวกเรายังคงนั่งกันอยู่ตรงนี้ที่เดิม 3 ชั่วโมงที่ผ่านมาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างช้าๆและทรมาน หนังสือที่เคยมีไว้ใช้สำหรับอ่าน บัดนี้กลายเป็นอุปกรณ์รองหนุนชั้นเยี่ยม เอกสารโทนสีน้ำตาลและขาว กองเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะและเก้าอี้ อย่างไร้การคาดเดาในการจัดวาง นี้ผมเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตหรอเนี่ย

หนึ่งศพนอนพาดยาวอยู่ที่ม้านั่งด้วยท่าตะแครง แขนทั้งสองยืนออกมาข้างหน้า ผ่ามือปล่อยลงตามแรงโน้มถ่วง นั่นคือ ไอ่ตาม เพื่อนผม ตรงหน้าผม มีหญิงสาวอีกหนึ่งศพนอนหน้าคว่ำหนังสือที่กางเปิดอยู่ครึ่งเล่ม และมีหญิงสาวอีกศพหนึ่งกำลังค่อยๆโน้มตัวมาหยุดที่หัวไหล่ นั่นคือ สา และ กิ๊ฟ และที่ตักผมมีหนึ่งศพผู้ชาย หัวพาดที่ท่อนขาผมอยู่ น้ำลายของผู้ที่เสียชีวิตให้กับความรู้ ไหลลงมาเกือบจะแตะที่ขาผม

“เชี่ย!!!” ผมตะโกน พร้อมสะบัดขาขึ้น ยิ่งทำให้น้ำลายโดนขาผมเต็ม

“เชี่ย เชี่ย เชี่ย!!!” ผมร้องตะโกนสรรเสริญให้กับความโง่ของผม ด้วยเสียงของผม ศพต่างๆเหมือนจะมีการขยับตัวเล็กน้อย

“เฮ้ย ตื่นๆๆ ตื่นได้แล้ว ไหวกันเปล่าเนี่ย” ผมพูดพร้อมตบโต๊ะ ตบมือ และจับเพื่อนผมเขย่าไปมา

เพื่อนๆทุกคนต่างเกิดใหม่จากความตายอย่างช้าๆ ขยี้ตา หาว และ บิดขี้เกียจ ตามลำดับ และจบที่นั่งทำตาเบลอๆ และขยับปาก ดัง “แจป แจป แจป”

สา : นี้ เราหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เลยนะเนี่ย ฮา ฮา ฮา

โจ : พวกมึงหลับกันหมดเนี่ย เหลือกูนั่งอ่านคนเดียว กูก็ว่ามันเงียบๆพอหันขึ้นมาอีกที อ่าวแม่งไปกันหมดละ

กิ๊ฟ : ก็มึง อ่าน เงียบๆ มันเงียบไป จนพวกกูหลับ ไงละ ความผิดมึงเลย

โจ : อ่าว ซะงั้นๆ กูผิดซะงั้น วัยรุ่นเซ็งเลย

ตาม : เชี่ย ไม่เข้าหัวเลยว่ะ ทำไงดีว่ะ F แน่เลยกู ห่าเอ้ย

พร : อ่าวไงละ สมพรปากเลย เพื่อนกู กูไม่ยิ่งยากว่าหรอวะ โดดเกิน 6 ครั้งเพิ่งไปกราบไหว้ขอ อาจารย์มาเนี่ย

โจ : ใช่ๆ มึงอะไปคนแรกเลย ไอ่ห่า ละแม่ง ก็มานอน น้ำลายย้อยใส่ขากู เนี่ยมึงดู

พร : ฮะๆๆ จริงหรอวะ ไหนดูดิ มึงชอบมั้ย เดียวกูจัดให้อีกข้าง จะได้สมดุล

พร ทำท่าเหมือนจะพ่นน้ำลายใส่ผม ท่ามกลางเสียง แสดงความรังเกียจของทั้งโต๊ะ ผมขยับตัวหลบจนแทบจะตกเก้าอี้แต่โชคดีที่กลับมายืนได้ สร้างเสียงหัวเราะเบาๆให้กับทั้งโต๊ะ จากนั่นบทสนทนาก็ดำเนินไปอย่างไร้สาระจนทุกคนพยายามจะอ่านหนังสือต่อ

สา : โอ๊ย ยากจังเลยอะ ทำไงดี เริ่มเครียดแล้วนะ (ทุกคนนิ่งเงียบเพราะก็รู้สึกแบบเดียวกันแต่ไม่รู้จะตอบยังไง)

สา : ไป บน กัน ป้ะ!!!! (สาตบโต๊ะทำหน้าจริงจัง ดึงความสนใจของเพื่อนๆจากหนังสือได้ชั่วพริบตา)

สา : เนี่ยที่ตึกที่เราจะไปสอบกัน มันมีศาลพระภูมิ ตั้งอยู่ที่หนึ่งนะ ไปกันมั้ย

ตาม : เฮ้ยไป ตอนเนี่ย เนี่ยนะ นี้เที่ยงคืนกว่าละนะ

พร : เฮ้ยตอนนี้สิกำลังดี ไอ่ตาม มึงไม่รู้หรอ ว่าช่วงที่ผี ทำงานกันนะ มันช่วงตี 1 ถึง ตี 4 ถ้าเราไปตอนนี้ แม่งได้สื่อสารกันแบบใจถึงใจแน่

ตาม : ห่า เฮ้ย ผีมีเวลาทำงานด้วย แม่งบ้าไปละ มึงไปเอามาจากไหนเนี่ย

พร : อ่าวใครๆ เค้าก็รู้ มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์

ตาม : บ้าไปละ มึงอะ กูไม่ไปหรอก

พร : ไม่รู้แหละ กูจะไป เนอะ สา เนอะ (พรพูดพร้อมหันหน้าไปทางสา และสาก็ตอบรับแบบ งงๆ)

กิ๊ฟ : น่าสนุกดีนะ ไปบนตอนผีทำงาน ฮะๆ เราไปด้วย

พร : น่าน เยี่ยมมาก กิ๊ฟ โคตรเจ๋งเลยว่ะ เฮ้ยแม่ง เดียวนี้ผู้ชายสมัยนี้แม่งกลัวขี้หด กันหมดแล้วหรอ แม่งสู้ผู้หญิงก็ไม่ได้ เนอะ (พร หันหน้าไปทาง กิ๊ฟและสา แบบยิ้ม ภูมิใจ)

ตาม : เฮ้ย โจ มึงช่วยกุหน่อยดิ อย่าเงียบดิเพื่อน

โจ : กูว่าเราควรจะอ่านหนังสือต่อนะโว้ย บนมันไม่ช่วยอะไรหรอก

พร : เฮ้ยที่แท้ มึงก็ กลัวอะดิ ไอ่ โจ ป็อดหรอจ๊ะ พ่อคุณหนูเด็กเรียน ฮะๆๆๆ

โจ : กูไม่ได้กลัวนะโว้ย ไอ่พร มึงพูดจาดีดี กูแค่เห็นว่ามันไร้สาระ (ผมอารมณ์ขึ้นเล็กน้อย)

พร : กูไม่เชื่อ ถ้ามึงไม่ไปกูก็ถือว่า มึง ป็อด ไอ่โจแม่งป็อด ไอ่โจแม่งป็อด ไอ่โจแม่งป็อด (เป็นทำนองเพลงง่ายๆ)

พร : ปะ สา กิ๊ฟ ไปกันเถอะ เพื่อความสบายใจของเรา ไปบนกัน

พร สา กิ๊ฟ ลุกออกจากโต๊ะ เดินออกจากตึกหอพักไปที่ที่จอดรถ ผมรู้สึกอารมณ์เสียมากที่ถูกล้อเล่นแบบนี้ ตอนนี้หน้าตาผมคงบอกบุญไม่รับ หน้าเครียดแค้นอยู่เป็นแน่ เดียวแม่งได้รู้กัน

โจ : เชี่ย เฮ้ย กูไปก็ได้ กูไปก็ด้าย (ผมลุกขึ้นเดินตามไปด้วยท่าทีประชด)

เหลือเพียงไอ่ตามนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงคนเดียวกำลังตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ตามยังคงนิ่ง เสียงรถมอเตอร์ไซด์ ออกตัวไป 2 คัน ไม่นานก็มีเสียงหมาหอนตามมา

ตาม : ชะ ชะ ชะ เชรี่ยยย รอกูด้วย (ตามรีบลุกวิ่งตามไปอย่างหวาดกลัว)

ตี หนึ่ง 33 นาที ณ ตึกอาคารห้องสอบที่เงียบสงัด อาคารที่มืดมิด มีแค่ไฟถนนที่เป็นแสงพอจะทำให้มองเห็น ตอนนี้เราทั้ง ห้า อยู่กันที่ต้นไม้ใหญ่ข้างๆตึก มีศาลพระภูมิและผ้าสีรุ้งซีดๆ คาดอยู่ แม้จะเดินผ่านทุกวันแต่ดูเหมือนตอนนี้จะน่ากลัวกว่าทุกๆวัน ลมหนาวพัดมาและเสียงหมาหอนยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว ตอนนี้เพื่อนทั้ง สี่คนกำลังคุกเข่าอยู่ที่หน้า ศาลพระภูมิ โดยมาผมยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง

พร : เฮ้ยไอ่ ตามมึงอย่ามาใกล้กูมากได้มั้ย ถ้าเป็นน้องกิ๊ฟก็ว่าไปอย่าง (กิ๊ฟหันมาทำหน้าเซ็งๆ)

พร : จริงมั้ยจ๊ะ (พรทำตาหวาน ปิ๊งๆๆๆ)

กิ๊ฟ : รีบๆ จุดธูปเร็วๆเลยจะจุดต่อ เร็ว

พิธีการแบบงูๆปลาๆดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กลิ่นธูปที่ลอยขึ้นตามแรงหมุนเป็นวงกลม สามรอบของกรรมวิธี แบบมั่วๆ สร้างความคลั๋งให้กับคนทั้งสี่ ผลไม้ในถุงพลาสติกที่พึ่งไปซื้อมาเมื่อสักครู่วางอยู่เรียงอย่างสวยงามที่สุดเท่าที่มันเป็นสวยได้ และ คำอธิฐานบนความสิ้นหวังก็ถูกกล่าวออกมาเบาๆ

โจ : ( ผมคิดในใจ) งี่เง่าสิ้นดี ถ้าขอละมันได้จริง คนที่เรียนทุกคนเค้าแม่งไม่แห่มาขอกันหมดล่ะ คงได้ A สอบผ่านกันยกชั้นไปแล้ว งี้แม่งก็ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนมันละ ใกล้สอบมาก็มาขอให้ผ่าน ทุเรศสิ้นดี

โจ : ( ผมคิดในใจ) ผมเกิดมาไม่เคย เจอผี ไม่เคยไหว้พระก่อนนอน เลยซักครั้ง และก็ไม่เคยต้องมาก้มกราบ เศษทองเหลืองเศษไม้เศษผ้า แบบนี้ ถ้าผมอยากทำอะไรอยากได้อะไร ผมจะทำให้ผมเกิดขึ้นด้วยตัวผมเอง ผมเชื่อในการกระทำ ไม่ใช่มานั่งขอแบบนี้

หลังจากนั่นไม่นานพิธีกรรมอันแสนศักดิ์สิทธิ์ก็จบลง ท่ามกลางใบหน้าปิติยินดี ของเพื่อนๆทั้ง4 คงสอบผ่านกันอยู่หรอกนะ เดียวคอยดู ผมเดินตัดผ่านระหว่าง ตามกับพร เข้าไปที่ศาลพระภูมิ

พร : อ่าวไอ่โจ ทำไรว่ะ เริ่มจะอยากขอพรขึ้นแล้วหรือไง ฮะๆๆ เฮ้ยไม่น่าเชื่อว่ะ

ผมเงียบไม่ตอบอะไรกำลังเดินเข้าไปที่ศาลพระภูมินั่นท่ามกลางเพื่อนๆทั้ง4 ที่หยุดดูอย่างแปลกใจ

โจ : เดียวพวกมึงคอยดู เดียวกูจะทำให้พวกมึงตาสว่าง

ผมหยิบท่อนไม้ที่อยู่แถวนั่นขึ้นมา จับให้ถนัดมือ มองที่ไม้ แล้วบรรจร ฟาดลงที่แก่นศาลพระภูมิอย่างแรง ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ศาลพระภูมิล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เศษไม้กระทบพื้นก่อนกลิ้งกระจัดกระจายไปทั่ว เพื่อนๆทั้ง4 ต่างตกใจเป็นอย่างมากกับการกระทำที่เกิดขึ้นชั่วพริบตา ทุกคนอึ่งพูดไม่ออก แต่ทำไมผมถึงรู้สึกธรรมดาเยี่ยงนี้ ผมมองกลับไปที่กองที่ผมพึ่งทำลาย วัตถุทองเหลืองจำลองเสมือนพระสงฆ์ กลิ้งลงมาแตะที่ข้างเท้าของผม ส่วนที่เหมือนจะเป็นหน้าและดวงตาหันมาที่ผม ภาพซูมของหน้าผมมองสิ่งนั่น และภาพซูมส่วนตาของวัถตุนี้ ผมกลืนน้ำลายเล็กน้อย ภาพตัดมาแสดงให้เห็น กลุ่มคนทั้งห้ากำลังยืนนิ่งอยู่ ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน และหมาหอน ไฟถนนกระพริบถี่ๆหลายครั้งก่อนไฟจะตัดพร้อมภาพที่ตัดดำไป

2 วันถัดมา เวลา 12:00 น. วันสอบก็มาถึง  

หลังจากเหตุการณ์วันนั่น เพื่อนๆไม่คุยกับผมเลย แม้ผมจะอธิบายแล้วว่ามันเป็นเพียงแค่ไม้ผ้าและก็ทองเหลืองเท่านั่น แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ ทุกคนทิ้งหลักของเหตุผลและเชื่อในสิ่งที่มันพิสูจน์ไม่ได้ ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ไม่ได้ละ ผมมัวแต่คิดเรื่องนี้ไม่ได้ ผมต้องตั้งใจทำข้อสอบ ซึ่งแน่นอน ผมทำได้มันง่ายมาก ถ้าสิ่งนั่นศักดิ์สิทธิ์จริงตอนนี้ผมต้องคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงมั้ย ผมภูมิและเริ่มทำต่อไปจนเสร็จ

ผมออกจากห้องสอบตามเวลามาตรฐานคนปกติไม่เร็วไปไม่ช้าไป ผมเก็บข้าวของก่อนมองหาเพื่อนๆทั้ง4 ซึ่งแน่นอนต้องนี้อาจจะแค่ครึ่งเดียว ผมมองไปและเจอสา กำลังนั่งร้องไห้อยู่ มีตามและพรอยู่ข้างๆ ผมเดินเข้าไปหาทำหน้าปกติที่สุด แต่ความปากหมามันห้ามไม่ได้จริงๆ

โจ : โหนี้ ทำไม่ได้ขนาดต้องร้องไห้เลยหรอเนี่ย ไม่ยากขนาดนั่นมั่ง เราว่าอาจารย์ไม่ใจร้ายหรอ

ทุกคนเหมือนจะนิ่งเงียบไม่คุยกับผมเหมือนวันที่ผ่านมา

โจ : เฮ้ยทุกคน กูขอโทษวันนั่นกูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ กูก็ติวให้พวกมึงแล้วนิ ทำได้กันรึเปล่า ได้อยู่มั่ง

ทุกคนยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม

โจ : อ่าวเฮ้ย แล้วกิ๊ฟอะ ยังไม่เสร็จหรอ อูย แม่งนี้ เจ๊นี้มาเต็มๆ กะเอาท๊อป ชัวร์

ตาม : เฮ้ย โจ มึงหยุดเถอะว่ะ มึงยังไม่รู้ใข่มั้ยเนี่ย

โจ : อ่าว พวกมึง ไม่คุยกับกูซักคำ กูจะรู้อะไรมั้ยเนี่ย

ตาม : คือ คือ คือว่า

โจ : อะไร คือ (ผมทำหน้าสงสัย)

ตาม : กิ๊ฟโดนรถชนมาสอบไม่ได้

ภาพ Close up ที่หน้าผมตกใจเป็นอย่างยิ่ง ตาเปิดกว้างและคิ้วกดลงมา ภาพตัดที่ ตาม พร และ สา มองมาที่ผมทำสายตานิ่งๆไม่สื่ออามรณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ทุกคนมองผมก่อนรีบลุกเดินจากไป ทิ้งเหลือแค่ตัวผมไว้กับความผิดที่ตัดสินเสร็จสิ้นแล้ว

บ่ายสามโมง หน้าห้อง ICU

พร ตาม และ สา ต่างอยู่ในอาการสิ้นหวังและกระวนกระวาย ร้องไห้ หลังจากที่หมอบอกว่า กิ๊ฟนั่นได้เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องด้วยความแรงในการชนและสุขภาพของกิ๊ฟที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

ผมยืนอยู่ที่หน้าห้องผ่าตัดนี้ด้วย ทิ้งระยะแห่งความรู้สึกผิด ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ ไม่มีใครมองมาที่ผมเลย ทำไมผมต้องรู้สึกผิดด้วย กูไม่ได้ขับรถชน กิ๊ฟซักหน่อย ทำไมมึงทำเหมือนกับกูเป็นคนที่ทำร้ายกิ๊ฟหยั่งนั่นละ กูไม่ผิดนะโว้ย มึงช่วยเข้าใจหน่อยได้มั้ย

ผมกัดฟันแน่น สิ่งที่ผมพูดไปสักครู่ไม่ได้มีน้ำเสียงออกมาเลย มันติดอยู่ในความรู้สึกผิดของผม ทำไมผมต้องรู้สึกผิดด้วย ผมเริ่มคิดซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้ทางออก

พร : โจ มึงกลับไปได้ละไป กูเบื่อหน้ามึงว่ะ กูรำคานกูพูดตรงๆ มึงกลับไป (พรตระคอกใส่ผม)

“พร คือกู ขอโทษกูไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับกิ๊ฟเลย กูผิดไปแล้ว วันนั่นกูไม่น่าไปทำลาย..”

“เฮ้ยทำไม กูต้องรู้สึกผิดด้วย มันไม่เกี่ยวกันซักหน่อยกับเรื่องคืนนั่นนะ มันไม่มีเหตุเกี่ยวข้องกันเลย นี้มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์วันนั่น ซึ่งมันก็เป็นไปได้ กูไม่ผิด”

“แต่มันบังเอิญเกินไปหน่อยนะ มันบังเอิญเกินไป ทำไมมันช่างเหมาะจงกับเรื่องสอบอย่างนี้ละ”

“โอ้ย กูไม่รู้ เหมือนกัน หยุดได้มั้ย มันไม่เกี่ยวกันเลยซักนิด พอได้แล้ว กูไม่เข้าใจโว้ยย”

ผมยังคงกัดฟันแน่นตัวสั่นๆ ผมปวดหัวกับความคิดที่เข้ามามากมายในหัว ผมก้มหน้าเหมือนจะมีน้ำตา แต่ก็ยกมือสั่นๆขึ้นบังที่หน้า ก่อนจะกลับหลังหันเดินเซๆจากไป

พร ตามและ กิ๊ฟ ก็ดูเหมือนจะยังคงนิ่งและเป็นห่วงเรื่องของกิ๊ฟอยู่เช่นเดิม

ผมเดินมาที่หน้าโรงพยาบาล ก้มมองที่พื้นและร้องไห้อยู่ ผมก้มตัวลงที่พื้นยังคงร้องไห้ต่อไปซักพัก เมื่อได้สติผมจึงมองไปที่พื้นที่มีแอ่งน้ำหลังฝนตกอยู่ ภาพที่ผมเห็นคือ เงาสะท้อนของศาลพระภูมิกลับหัวอยู่ ซึ่งผมมองตามเงาสะท้อนนั่นขึ้นมาเห็นศาลพระภูมิตั้งอยู่ข้างหน้า ผมตกใจเล็กน้อย

แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดในโลกนี้ ผมลุกขึ้นและเดินไปขุกเข่าที่หน้าเศษไม้เศษผ้าและเศษทองเหลืองนั่น ผมพนมมือขึ้นพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสอง

“ผมเกิดมาไม่เคย เจอผี ไม่เคยไหว้พระก่อนนอน เลยซักครั้ง และก็ไม่เคยต้องมาก้มกราบ เศษทองเหลืองเศษไม้เศษผ้า แบบนี้” เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์วันนั่น

ผมมองขึ้นไปที่วัตถุทองเหลืองรูปร่างเสมือนพระสงฆ์ที่อยู่ในนั่น มองร้องไห้พร้อมพูดออกมาแบบสั่นๆน้ำตาคลอว่า

“ซิก ๆ ถ้าๆ ถ้า สิ่งศักดิ์มีอยู่จริง ผมอยากจะขอความเมตตาจากท่านซักอย่างได้มั้ยครับ” (ผมน้ำตาไหล)

“อย่าให้ กิ๊ฟ ต้องตายเลยได้มั้ยครับ”

ภาพตัดมาที่หน้าของศาลพระภูมิ ไฟหน้าโรงพยาบาลกระพริบถี่ๆหลายครั้งก่อนดับไปพร้อมกับภาพที่ตัดดำไป

หลังจากนั้น 7 ปี

ผมนั่งอยู่ในบ้านของผมที่ผมทำงานและได้มาอย่างพากเพียร ตรงหน้าผมมีหนังสือรุ่นสมัยเรียนอยู่ ผมกำลังเปิดมันเพื่อรำลึกความหลัง และรำลึกถึงเพื่อนบางคน

“พ่อครับนี้ใครอะครับอยู่ข้างๆพ่อ” เสียงเด็กผู้ชายน่ารักคนหนึ่งกำลังถามผม ใช่ลูกของผมเอง

“นั่น เพื่อนสนิทพ่อ ชื่อไอ่พร ลูก คนนี้นี้ตัวแสบเลยชอบทำอะไรบ้าๆแต่ก็เป็นเพื่อนที่รักเพื่อนมากไว้ใจได้ ละนี้ข้างๆมันก็ชื่อตาม คนนี้ขี้กลัวแต่มันก็น่ารักละ ส่วนข้างนี้ชื่อ สา สุดสวยของห้องสมัยนั่น”

“เดียวผมไปเข้าห้องน้ำแปปหนึ่งนะครับ ผมปวด ฉี้ฉี่” เด็กน้อยวิ่งไปที่ห้องน้ำที่อยู่ชั้นสอง

ผมหันกลับมาที่หนังสือแล้วคิดในใจ

แม้เวลามันจะผ่านมากว่า 7 ปีแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกสั่นๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมอยู่เลย ในโลกใบนี้ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่ยังไม่สามารถจะหาคำอธิบายได้ เหตุการณ์หนึ่งอาจเกิดขึ้นจากเหตุผล หรือจากผลกระทบของเหตุการณ์อื่น หรืออาจจะไม่มีเหตุผลเลยก็ได้

บางทีสิ่งที่ผมขุกเข่าลงไหว้ร้องขอในวันนั่น อาจจะไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธ์ก็เป็นได้ แต่มันอาจจะเป็นความกลัวของตัวผมเองที่ผมกราบไหว้ ผมก็สงสัยนะว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันก็แปลกนะบางที “คำตอบที่ดีที่สุด อาจจะเป็น การไม่มีคำตอบก็เป็นได้”

“ตึง ตึง ตึง” เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้น

“โจค่ะ เปิดประตูให้หน่อย”

“เย้ๆๆ แม่กลับมาแล้ว ไปเที่ยวกัน ไปเที่ยวกัน”

“อ่าว วันนี้กลับบ้านไวจังเลยนะ”

 

“กิ๊ฟ”

บิ๊กกี๊ 512110103

 

 

[งานชิ้นที่ 14] ผู้สืบทอด

posted on 14 Oct 2011 18:00 by animationwriting

[งานชิ้นที่ 14][Plot] ผู้สืบทอด                                                                         [Sci-Fi]

ในยุคแห่งอนาคตอันใกล้เพียงไม่กี่ลมหายใจ ในยุคที่ประเทศจีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่เนื่องด้วยประเทศจีน ได้มีผู้นำประเทศในระบอบคอมมิวนิส ที่ฉลาด เก่ง และเปลี่ยมด้วยคุณธรรมยิ่งราวกับเทวดาฟ้าประทานมาให้ ทำให้ประเทศพัฒนาไปอย่างมากและมีที่ท่าว่าจะไปมีทางหยุดยั้ง แต่สิ่งเดียวที่จะสามารถหยุดได้คงจะมีเพียงแต่ อายุไขของท่านผู้นำเพียงเท่านั่น

จึงมีองค์กรหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างลับๆโดยคนใกล้ชิดของท่านผู้นำโดยที่ท่านผู้นำก็ยังไม่รู้ โดยเมื่อถึงคราวที่ร่างกายของท่านผู้นำจะสลายไป จะมีการเก็บสมองของท่านผู้นำไว้ แล้วนำไปใส่ให้กับร่างกายใหม่ เพื่อให้สมองที่ชาญฉลาดนี้ได้ทำงานสร้างสรรค์ดีๆเพื่อประเทศนี้ต่อไป

คำถามก็คือ ใครละ ที่จะยอมสละร่างกายที่แข็งแรงสมบรูณ์ให้กับ สมองอันชาญฉลาดของท่านผู้นำได้สืบทอดต่อไป ความสำคัญของคนวัดกันที่ตรงไหน ใครที่ไม่มีค่าและสมควร ตายเพื่อสละร่างกายเพื่อท่านผู้นำ

นักกีฬาบาสเก็ตบอลระดับประเทศคนหนึ่งจึงเป็นที่ถูกเพ่งเล็งว่าสมควรจะมาเป็นร่างกายที่สมบรูณ์ให้กับท่านผู้นำ สาสน์จากทางการจึงถูกส่งไปให้ที่บ้านของนักบาสเก็ตบอลคนนี้ ท่ามกลางความเสียใจของทางบ้าน แต่ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าชีวิตหนึ่งที่เกิดมาอยู่บนประเทศนี้แล้วจะมีเวลาไหนที่จะได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเท่ากับเวลานี้ ถ้าการเสียสละชีวิตของผมมันจะทำให้ประเทศนี้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ผมก็จะยอมเสียสละ ดังนั่นเอง นักบาสเก็ตบอลจึงตกลงกับทางองค์กรเพื่อเข้ารับการผ่าตัดทดลอง

การผ่าตัดสมบรูณ์แบบ สมองของท่านผู้นำมาอยู่ในร่างกายที่แข็งแรงของนักบาสเก็ตบอลอย่างสมบรูณ์ ความคิดความอ่านของท่านผู้นำกลับมาอีกครั้ง

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ใบเบิกทางความสำเร็จในการจะครองโลกให้กับองค์กรลับนี้เท่านั่น แผนที่แท้จริงขององค์กรนี้ก็คือ นำสมองของคนที่ฉลาดในอดีตมาใส่ในร่างกายของนักโทษที่แข็งแรงโหดเฮี้ยมไม่สมควรที่จะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป นั่นก็จะได้คนที่ฉลาดมากๆอย่างนักวิทยาศาสตร์แต่ชั่วร้ายดั่งนักโทษที่ไม่มีค่าจะอยู่บนโลกนี้ต่อไป และ แน่นอนไม่ใช่แค่หนึ่งคน แต่เป็นกองทัพ

ท่านผู้นำจะพาประเทศข้ามผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปอย่างไร เมื่อคนสนิทที่ใกล้ชิด คิดหักหลังและสร้างหายนะ เข้าขั้นที่จะยึดครองโลก การตายของนักบาสเก็ตบอลคนหนึ่งจะสามารถรักษาประเทศให้อยู่รอดได้จริงหรอ

บิ๊กกี๊ 512110103

 

[งานชิ้นที่ 13] เพราะผู้ชายดีดีนั่นมีอยู่ในนิยาย                                                       [แฟนตาซี]

หลังจากที่เจ้าหญิงนินทราและเจ้าชายได้สัมผัสริมฝีปากของกันและกันทั้งคู่ก็ รู้เลยว่า เราช่างเกิดมาคู่กัน แล้วทั้งคู่ก็ได้ใช่ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดกาลนานเทิด

“ถ้ามันเป็นอย่างที่เค้าว่ากันมันก็ดีอยู่หรอน้า” เจ้าชายถอนหายใจออกมาครั้งใหญ่หลังสิ้นประโยค เสียงที่ได้ยินจากในโทรทัศน์จากรายการ โลกนิทาน ช่างเป็นคำที่ทำให้เจ้าชายรู้สึกรันทดใจเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่เปียกน้ำและ ในมือของเจ้าชายมีไม้ถูพื้นลากไปมาไปมาอยู่อย่างอ่อนแรง เจ้าชายหยุดเพื่อปาดเหงื่อที่หน้าผากอย่างช้าๆ หวังให้เวลาผ่านมันผ่านไปไวๆ ก่อนจะถอนหายใจอีกหนึ่งครั้งแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

ตุ๊บ!!! เสียงของวัตถุกระทบพื้นอย่างแรงจนนกสีฟ้าที่ร้องเพลงอยู่ที่หน้าต่างบินจากไป แต่ดูเหมือนเจ้าชายจะไม่ค่อยแปลกใจกับเสียงที่เกิดขึ้น หลังจากถูพื้นเสร็จในร่องไม้ที่สองนับจากประตู เจ้าชายก็เงยหน้าขึ้นมอง ณ จุดเกิดเสียง วางไม้ถูพื้นพักไว้ที่ถังน้ำ พอมั่นใจว่าคงที่แล้ว ก็เดินช้าๆอารมณ์เซ็งๆ ไปที่จุดเกิดเหตุนั่น

“ทำไม ถึงเป็นคนแบบนี้น้า” เจ้าชายก้มตัวลงบ่นใส่ ร่างของหญิงสาวแสนสวย ใช่ แม่นางผู้นี้คือ เจ้าหญิงนินทราที่นอนละเมอ ตกลงมาอยู่ที่พื้น เจ้าชายค่อยๆประคองเจ้าหญิงขึ้นช้าๆ ร่างเจ้าหญิงไม่หนักหนาต่อความแข็งแรงของเจ้าชายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ดูยากเย็นเหมือนจะเป็นความหนักใจเสียมากกว่า ร่างที่เคยภูมิใจที่ได้ประคองอุ้ม บัดนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายและน่ารำคาญยิ่ง เจ้าชายวางเจ้าหญิงลงบนเตียง มีเสียงบ่นงึมงำของคนไม่ได้สติจากเจ้าหญิงเล็กน้อยก่อนจะตั้งท่าหลับอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าอยู่ในท่าทีดีแล้ว เจ้าชายก็เดินจากห้องนอนของเจ้าหญิงไป เดินมาหยิบกระเป๋าสตางค์ที่โต๊ะในห้องครัว เดินมาที่หน้าบ้าน ผิวปากเรียกม้าวิเศษ

“ตุ๊บ!!!!!”  เจ้าชายหันไปมองดูด้วยสายตาที่หมดหวังและล้นด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะปิดประตูหน้าบ้านขี่ม้าวิเศษลอยจากไปในอากาศ

“ลุง Double Rainbow เพียว” เจ้าชายสั่งเหล้าขึ้นชื่อที่ทานประจำ

“ยังไหวอยู่หรอเนี่ย นี้ก็กินไปเยอะแล้วนะ เดียวจะกลับบ้านไม่ได้นะเจ้าชาย” บาร์เทนเดอร์แสดงความเป็นห่วง

“ผมไหวน้า ลุง มีม้าวิเศษอยู่แล้วจะกลัวไปทำไม นะลุงผมขอนะ” เจ้าชายพยายามแสดงอาการปกติบนใบหน้าให้มากที่สุด

ลุงบาร์เทนเดอร์ส่อสีหน้าเป็นหวังแต่ก็ยังรินให้อย่างไม่ค่อยเต็มใจ เจ้าชายหยิบแก้วก่อนจะจัดการรวดเดียวหมด กระแทกแก้วลงบนเคาร์เตอร์ ความแรงของเหล้าทำให้น้ำตาแทบจะไหล แต่ก็รู้สึกดีอย่างน่าประหลาดไปในเวลาเดียวกันเจ้าชายเงยหน้าขึ้นบนเพดาน ก่อนหันลงมาสู่ระดับปกติ

“มีเรื่องไม่สบายใจอะไรมาหรอจ๊ะเจ้าชาย” เสียงของหญิงสาวหวานๆเนิบๆลอยมากระทบหูซ้ายเจ้าชายช้าๆ

เจ้าชายกับสติเพียงครึ่งเดียวหันหน้าไปตามเสียงนั่น ภาพที่เห็นคือ หญิงสาววัยรุ่นหุ่นนางแบบในชุดราตรีสีดำเข้ารูป และมีเครื่องประดับคือสร้อยคอประกายเพชรรูปหัวกะโหลกสีเงิน                                 ด้วยความมึนเมาเจ้าชายจึงบ่นระบายกับหญิงสาวแสนสวยคนนี้ไปถึงปัญหาที่อัดอั้นในใจ ว่าตั้งแต่ที่คบกันมานั่นเจ้าหญิงนินทราก็เอาแต่นอนทั้งวันทั้งคืน ไม่ยอมทำอะไรเลย ตื่นแค่วันละสองสามชั่วโมงเท่านั่น ก่อนจะสลบไปอีกในทุกๆวัน เจ้าชายเบื่อและเหงามากที่เจ้าหญิงไม่มีเวลาให้เลย เหมือนมีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่มีความสุขในชีวิตเลย ด้วยความที่ว่านานๆทีจะมีใครมาคอยรับฟังปัญหาของเจ้าชาย เจ้าชายจึงปลดปล่อยอารมณ์ออกมาเต็มที่ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร

เจ้าชาย : นี้ ข้าจะถามเจ้าแบบตรงไปตรงมานะ (เจ้าชายหยุดรวบรวมสติสักครู่) เจ้าเชื่อในรักแรกพบมั้ย?

หญิงสาวชุดดำ : (เธอจับและมองแก้วน้ำเอียงไปเอียงมาเล็กน้อยก่อนตอบแบบไม่มองเจ้าชาย) ข้าไม่เคยเชื่อในความรักเลย ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก

เจ้าชาย : เหตุใดเจ้าจึงคิดเห็นเป็นเช่นนั่นละ แม้แต่ความรักธรรมดาๆมันก็ไม่มีอยู่จริงหรอ

หญิงสาวชุดดำ : ข้าผ่านความรักมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เจ้าชาย ข้าไม่อยากจะเรียกมันว่าความรักเลยซักครั้ง จริงอยู่มันอาจทำให้ข้ามีความสุขเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปความรักมันก็เปลี่ยนแปลง นัยยะที่มันแอบแฝงมากับความรักมันก็ชัดเจนขึ้นทุกๆวัน ความเหงาบ้าง ความเบื่อหน่ายบ้าง ความอิจฉาบ้างล่ะ

หญิงสาวชุดดำ : (หันมาทางเจ้าชายทำหน้าจริงจัง) มันไม่มีจริงหรอกนะ สิ่งที่เรียกว่ารักน่ะ มันเป็นเพียงแค่สิ่งอื่นที่สวมเสื้อคลุมที่เขียนว่ารัก รอวันเปิดเผยก็เท่านั่นแหละ (หญิงสาวเหมือนจะมีน้ำตา แต่ก็หันหน้าหนีไปอีกทางหลังพูดเสร็จ)

 เจ้าชาย : (ตกใจ ถึงกับ สร่างเมาเลยทีเดียว) (เจ้าชายคิดในใจว่า เหตุใดใจเราถึงเต้นไม่เป็นจังหวะเพียงเช่นนี้ คำพูดไม่กี่คำมันช่างสร้างแรงสั่นสะเทือนได้อย่างน่าประหลาด)

เจ้าชาย : ใจเย็นๆก่อนเถอะนะ เจ้าอาจจะแค่โชคร้ายตลอดมาก็ได้ ถ้าเจ้าไม่ยอมตัดใจข้าว่าเจ้าจะได้พบมันซักวันแน่ๆ (เจ้าชายแตะที่ไหล่หญิงสาวเบาๆ)

หญิงสาวชุดดำ : หยุดพูดเรื่องของข้าเถิด แล้วเจ้าชายล่ะ เชื่อเรื่องรักแรกพบของท่านรึเปล่า

เจ้าชาย : (เจ้าชายนิ่งซักพักมองลงข้างล่างก่อนจะตอบออกมา) ข้าเป็นคนหนึ่งที่เคยเชื่อในรักแรกพบและคิดว่าข้าได้พบกับมันเข้าจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าชักเริ่มไม่แน่ใจกับสิ่งที่ข้าเป็นอยู่ซะแล้วสิ

หญิงสาวชุดดำ : เจ้าชายหมายถึงไม้ถูพื้นรึเปล่า

เจ้าชาย : ฮะๆๆๆ เจ้าคิดว่าข้ารักกับไม้ถูพื้นหรอ ฮะๆๆ อืมใช่นะ บางทีสิ่งที่อยู่เคียงข้างข้าตลอดอาจจะเป็นไม้ถูพื้นก็ได้

หญิงสาวชุดดำ : รักแรกพบอาจทำให้เรามีความสุขแค่ชั่วครู่ หลงใหลในเสน่หา แต่สิ่งที่ยั่นยืนกว่านั่น คือการกระทำของคนที่เข้าใจและพร้อมจะเคียงข้างเรา ไม่มีใครมากำหนดหรอกนะ ว่าเราต้องคู่ใคร มีแต่เรา เราเท่านั่นที่กำหนดเอง

หญิงสาวชุดดำ : ข้าต้องไปละล่ะเจ้าชาย ขอบคุณมากที่สนทนากับข้าในวันนี้

หญิงสาวชุดดำโน้มเข้ามาใกล้ๆเจ้าชายก่อนจูบลงที่แก้มก่อนจะหายไปกับเสียงฟ้าฝ่าเหลือเพียงสายควันสีดำรูปหัวกะโหลกลอยจางๆแล้วค่อยๆเลือนหายไป บาร์เทนเดอร์ที่กำลังเช็ดแก้วอยู่ก็ตกใจกับภาพที่เห็น เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ของจอมมารปีศาจร้าย

ภาพตอนนี้ทิ้งไว้เพียงเจ้าชายที่ยังคงมองเหม่อ ภาพตัดมาที่หน้าของเจ้าชายค่อยๆอมยิ้มอย่างช้าแล้วมีเสียงหัวเราะเบาๆผ่านเงาสะท้อนของแก้วไวน์

เสียงฟ้าผ่าทำให้ภาพตัดมาที่ปราสาทมืดแห่งหนึ่งกลางหุบเขาป่ารกชัก บรรยากาศดูน่าสะพรึงกลัว เสียงฟ้าผ่าอีกครั้งทำให้ภาพตัดไปในห้องๆหนึ่งในปราสาทนั่น หญิงสาวในชุดราตรีดำปรากฏตัวขึ้นพร้อมหมอกควันดำ เดินเข้าไปหาหญิงแก่ในชุดราตรีสีม่วงดำที่นั่งอยู่ที่ บรรลังก์สีแดงที่ปลายห้อง

หญิงสาวชุดดำ : ท่านแม่ข้าได้พบกับชายที่ท่านว่าแล้ว ภารกิจของพวกเราใกล้จะสำเร็จลงไปทุกทีแล้วละ

หญิงแก่ : ดีมาก ลูกรักของข้า อีกไม่นานเราก็จะได้ลิ้มรสชาติของความสาวชั่วนิรันดร์ ของเจ้าหญิงนินทรากันแล้ว อีกไม่ช้านาน

 หญิงสาวชุดดำ : ท่านแม่วางใจในตัวข้าได้เลย ลูกคนนี้จะนำตัวเจ้าหญิงนินทรา มาให้ท่านแม่ให้ได้

พูดจบดังนั่นทั้งคู่จึงโอบกอดกันท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายและเสียงฟ้าผ่าเป็นจังหวะ ก่อนเสียงฟ้าผ่าครั้งใหญ่และภาพก็ตัดเป็นภาพขาว

          หลังจากนั่นเจ้าชายก็มาที่ ร้านเหล้านี้บ่อยขึ้นแทบจะทุกวัน แล้วก็ได้พบกับหญิงสาวชุดดำนี้แทบทุกวันเช่นกัน ทั้งคู่ต่างสนิทสนมใกล้ชิดกันมากขึ้นทุกวัน ดื่มด้วยกัน เต้นรำและคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

          เมื่อความสนิทสนมเพิ่มมากขึ้น เจ้าชายจึงคิดอยากจะขอบคุณหญิงสาวด้วยการพามากินข้าวที่บ้าน เจ้าชายจึงทำความสะอาดจัดแต่งบ้านให้เรียบร้อยอย่างที่ทำเป็นประจำ ซักพักหญิงสาวในชุดดำก็มาพร้อมกับเสียงฟ้าฝ่าที่หน้าบ้าน เจ้าชายรู้ดังนั่นจึงออกไปเปิดต้อนรับที่หน้าบ้าน

          เจ้าชาย : เอ้า เชิญเลย เชิญเลย เข้ามาในบ้านก่อนสิ (ทั้งสองทักทายด้วยการโอบกอด)

          หญิงสาวชุดดำ : บ้านท่านน่ารักดีนะ ไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้เลย ว่าเจ้าชายต้องอยู่ในปราสาทใหญ่โต

          เจ้าชาย : เราเลือกวิถี ของเราเองแบบนี้แหละ อย่างได้ใส่ใจเลย เราชอบที่จะอยู่แบบนี้

 “ตุ๊บ!!!!!”  เสียงดังที่คุ้นเคยดังขึ้น สร้างความสนใจแก่หญิงสาวในชุดดำอย่างยิ่ง

          หญิงสาวชุดดำ : นั่นเสียงอะไรนะเจ้าชาย ดูท่าไม่ค่อยดี

เจ้าชาย : อ้อๆ ไม่มีอะไร หรอก เสียง เสียง เป็น เสียงชั้นหนังสือหล่นนะ เราประกอบมันไม่ค่อยดี

จากนั่นก็มีเสียงกรนของหญิงสาวดังมา เป็นระลอก จากในห้องของเจ้าหญิงนินทรา เจ้าชายถึงกับเอามือแปะที่หน้าผากของตัวเอง

          หญิงสาวชุดดำ : อ้อ เจ้าหญิงที่ท่านเล่าให้ข้าฟังอยู่ในนั่นหรอขอข้าเข้าไปดูได้มั้ย

เจ้าชาย ผยักหน้าและแบมือไปทางห้องนั่นแบบเซ็งๆ และ หญิงสาวชุดดำก็เจอเข้าไปในห้องนั่น หญิงสาวชุดดำมองดูเจ้าหญิงนินทราอย่างช้าๆพ้รอม วางมือเกือบจะสัมผัสตัวเจ้าหญิงก่อนจะเคลื่อนมือไปที่อก คอ และ หน้าตามลำดับอย่างช้า เธอยิ้มเบาๆก่อนพูดว่า

          หญิงสาวชุดดำ : เจ้าหญิงของท่านไม่ได้เป็นคนนอนขี้เซาหรอกนะ แต่เธอกำลังไม่สบายอยู่

เจ้าชาย : (เจ้าชายทำหน้าตกใจเล็กน้อย) เจ้าว่ายังไงนะ เจ้าหญิงกำลังไม่สบายหรอ

หญิงสาวชุดดำ : ใช่ แล้วข้าก็รู้วิธีที่จะช่วยด้วย ข้าพอที่จะรู้เรื่องการปรุงยามาบ้างจากการที่ข้าได้ศึกษามา ข้าขอยืมครัวของเจ้าหน่อยนะ (หญิงสาวชุดดำ เดินผ่านเจ้าชายไป เข้าไปในครัว)

หลังจากนั่นหญิงสาวชุดดำก็เริ่มทำการปรุงยา ใส่เครื่องปรุงและร่ายมนต์ลงไปในหม้อที่ตั้งไว้ เจ้าชายที่มองอยู่จากข้างหลังยังคง งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรอยู่ เวลาผ่านไปชั่วครู่ หญิงสาวชุดดำก็บรรจงเทน้ำยาสีม่วงดำลงบนจานแบนๆเล็กๆ เมื่อน้ำยาถูกเทลงจาน เกิดเป็นภาพหัวกะโหลกสีดำก่อนจะจางหายไป

หญิงสาวชุดดำ : เพียงแค่เจ้าหญิงดื่มยานี้เท่านั่น เจ้าหญิงก็จะคืนกลับสู่สภาวะ ปกติ (หญิงสาวชุดดำ มองยิ้มมาที่เจ้าชายก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนเจ้าหญิง)

เจ้าชายก็รีบลุกตามเข้าไปในขณะที่ปากกัดเล็บนิ้วหัวแม่โป้งขวาอยู่

หญิงสาวชุดดำ : เอาละ เจ้าชายข้าจะช่วยให้เจ้าหญิงนินทรากลายเป็นคนปกติเอง (หญิงสาวชุดดำใช้มือข้างซ้ายประครองเจ้าหญิงขึ้นมาช้าๆ แล้วนำมือขวาที่ถือจาน ยา เข้าไปใกล้ๆปากของเจ้าหญิง พร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเจ้าเล่ห์)

“แปะ!!!” เสียงมือของเจ้าชายขว้างที่ข้อมือขวาของหญิงสาวชุดดำไว้ หญิงสาวชุดดำรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากที่ถูกห้ามมือไว้ เธอหันกลับไปมองเจ้าชายที่อยู่ข้างหลัง เจ้าชายทำหน้านิ่งๆไม่แสดงอารมณ์ ทำให้หญิงสาวชุดดำรู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

หญิงสาวชุดดำมองลงล่างพร้อมคิดในใจ : นี้เจ้าชายจับได้หรอว่าเราเป็นลูกสาวของจอมมาร นี้เราทำพลาดตอนไหนเนี่ย ไม่มั่งๆ ใจเย็นๆไว้ก่อน เรายังควบคุมสถานการณ์นี้ได้

เมื่อคิดได้ดังนั่นเธอมองขึ้นกลับหาเจ้าชายอีกครั้ง เธอยิ้มแต่เจ้าชายยังคงทำหน้านิ่ง

หญิงสาวชุดดำ : ทำไมละค่ะ เจ้าชาย ห้ามข้าไว้ทำไม

เจ้าชาย : หยุดเถอะ เจ้าหยุดเถอะ ข้ารู้แล้วล่ะ

หญิงสาวชุดดำตกใจยิ่ง ตัวเริ่มสั่นและมือกำแน่น ในขณะที่มือข้างซ้ายจากที่ประครองก็เริ่มเผยเล็บที่แหลมคมออกมาพร้อมจะฆ่าเจ้าหญิงทุกเมื่อ

          หญิงสาวชุดดำ : รู้อะไรหรอค่ะ (หญิงสาวชุดดำถามอย่างแสแสร้งยิ่ง)

เจ้าชายก้มหน้าดูเหมือนจะสั่นๆก่อนจะตอบออกมาว่า

เจ้าชาย : หยุดเถอะ อย่าทำให้เจ้าหญิงฟื้นเลย อย่าทำให้เจ้าหญิงฟื้นเลยนะ เพราะข้ารู้แล้วว่า ใจจริงๆของข้ามันรักใคร “ข้ารักเจ้านะ!!!!”

หญิงสาวชุดดำตกใจเป็นอย่างมากมือที่กำแน่นขึ้นก็เจ้าชายทำให้จานยาที่อยู่ในมือหล่นลงพื้นแตก เจ้าหญิงที่นอนอยู่จึงได้สติ ตาเปิดขึ้นเล็กน้อย

เจ้าชาย : ตั้งแต่วันนั่นที่ข้าได้พบเจ้าที่บาร์ ข้าไม่คิดหรอกนะว่าเจ้าจะเป็นคนที่ใช่ แต่หลังจากที่เราได้พูดคุยได้เจอกันทุกๆวันทุกๆคืน มันยิ่งตอบย้ำว่าเจ้าคือคนที่ใช่ เจ้าเปลี่ยนความคิดของข้าไป ใช่!! ความรักแรกพบมันไม่มีหรอกนะ แต่ความรักมันเกิดขึ้นมาจากความสุขที่คนสองให้กันและกันทีละเล็กทีละน้อยจนก่อตัวเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ต่างหากล่ะ

เจ้าชายหยุดเพื่อหายใจเพื่อคลายความตื่นเต้น เจ้าชายเงยหน้าขึ้นมองมาที่หญิงสาวชุดดำ ยิ้มแล้วบอกว่า

เจ้าชาย : เจ้าจะเป็นคนรักธรรมดาๆของข้าได้มั้ย

ภาพตัดมาที่หญิงสาวชุดดำกำลังตกใจเป็นอย่างยิ่งกับคำตอบที่ได้รับ เธอกัดริมฝีปากล่าง สายตาลุกลน เป็นกังวล เธอหลับตาไม่รับความจริงข้างหน้า จากนั่นภาพในความคิดก็เริ่มจู่โจมอย่างไม่ขาดสาย ภาพความสุขที่เธอกับเจ้าชายได้พูดเล่น ทำกิจกรรมต่างๆที่สนุกสนานด้วยกัน จนมาเป็นภาพของแม่ของเธอเป็นภาพสุดท้าย ก่อนจะเป็นเสียงฟ้าผ่า แล้วเธอก็ลืมตาขึ้น

หญิงสาวชุดดำ : (เธอมองมาที่เจ้าชายพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า) ขอโทษนะ ที่ผ่านมา เราไม่ใช่ความรักของเจ้า

ก่อนที่น้ำตาจะไหล ฟ้าก็ผ่าดัง เปรี๊ยง หญิงสาวชุดดำหายไปพร้อมกับเจ้าหญิงนินทราเหลือเพียงหมอกควันสีดำรูปหัวกะโหลกจางๆก่อนจะกระทบที่หน้าเจ้าชายแล้วเลือนหายไป

เสียงเจ้าหญิงนินทราเรียกร้องให้ช่วย ก็ได้ยินเพียงแค่ “เจ้าชะ…” เท่านั่นเอง

เจ้าชายทรุดลงบนเข่าของตนเองพร้อมกับร้องไห้เสียใจเป็นอย่างมาก สายฝนที่กระหน่ำเข้าที่ข้างหน้าต่างทำให้เจ้าชายเปียกปอน ในห้องที่เศร้ามอง เจ้าชายก้มตัวร้องไห้เพียงลำพัง

“มันไม่มีหรอกนะ สิ่งที่เรียกว่ารักน่ะ มันเป็นเพียงแค่สิ่งอื่นที่สวมเสื้อคลุมที่เขียนว่ารัก รอวันเปิดเผยก็เท่านั่นเองแหละ” เสียงเจ้าชายพูดให้บาร์เทนเดอร์ฟัง

 

บิ๊กกี๊ 512110103

[งานชิ้นที่ 11] ฟิสิกส์ศาสตร์เปลี่ยนคน                                                                   [Action]

          เวลาผ่านไป 20 นาที นักศึกษาทุกคนก็นั่งกันพร้อมหน้าแล้วทุกโต๊ะ แต่เหมือนยังไม่มีกระดาษข้อสอบวางอยู่ซักแผ่นเลย เสียงระงมกระซิบกระซาบของเหล่านักศึกษาจึงดังขึ้น บางดีใจว่าอาจจะไม่มีการสอบแล้ว บางเสียดายเพราะอุตสาห์เตรียมอ่านหนังสือมาทั้งคืน คนบางกลุ่มโทรหาอาจารย์ที่สอนแต่เหมือนจะไม่สามารถติดต่อได้ ต่างๆความคิดเกิดขึ้นบนความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เหมือนยังไม่มีทีท่าว่าการสอบจะเริ่มขึ้น นักศึกษาจึงเริ่มลุกไปมาเดินไปมาภายในห้องสอบ คุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่เหมือนความอดทนของ ประวี ที่อ่านหนังสือมาทั้งคืน กำลังจะหมดไป ประวีลุกขึ้นด้วยความโกรธและเดินไปที่ประตู เพื่อนๆบางคนที่เห็นก็ทำทีว่าจะลุกตามไป ประวีจับที่ลูกบิดและดึงออกด้วยความหงุดหงิด “ครึ๊ง!!!!” ลูกบิดยังคงอยู่กับที่ ประตูถูก ล็อกไว้ ประวีลองดึงบิดอีก สองสามครั้ง แต่ผลก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ประวีรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แต่ควบคุมสติ เจอไปที่อีกประตูในฝั่งตรงกันข้าม ประวีรีบเปิดประตูนั่น แต่ก็เปิดไม่ออกเช่นกัน เพื่อนๆหลายคนก็พยายามลองเปิดดูแล้วแต่ผลก็เหมือนเดิม จากเสียงความวุ่นวายสนุกสนานเมื่อช่วงนาทีก่อนถูกแทรกแซงด้วยความเงียบและระงมแห่งความกังวน

ทันใดนั่นเอง ไฟในห้องก็ดับลง หลายคนตกใจกลัวและส่งเสียงกรีดร้อง บางตกใจกลัวในเสียงกรีดร้องของเพื่อน สร้างความตกใจกลัวต่อกันไปเป็นทอดๆ นักศึกษาชายหลายคนคอยปลอบเพื่อนนักศึกษาหญิง แต่นักศึกษาหญิงหลายคนก็ปลอบนักศึกษาไม่ค่อยชายด้วยเช่นกัน เมื่อเหตุการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะสงบ เสียงโปรเจกเตอร์ที่อยู่กลางเพดานห้องก็ดังขึ้น เป็นเสียงเครื่องจักรที่กำลังหมุนลงมาตั้งฉากกับพื้นดิน โปรเจกเตอร์เปิดตัวเองและเริ่มฉายทอดลงมาเป็นลักษณ์ สามมิติ ภาพที่ปรากฏคืออาจารย์ โด ที่สอนในวิชานี้ ยืนนิ่งและมองตรงไปข้างหน้า

นักศึกษาคนหนึ่งเดินไปใกล้ๆพร้อมกับบ่นว่า “โถ่นี้อาจารย์โดเล่นอะไรอยู่ครับเนี่ย เล่นทำพวกผมตกใจหมดเลย” เขายื่นมือออกไปเพื่อสัมผัสที่ตัวอาจารย์โด แต่เหมือนจะเป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ มีความพยายามที่จะสื่อสารเกิดขึ้นแต่เหมือนตอนนี้อาจารย์โดจะเป็นแค่ภาพเสมือนของลำแสงเลเซอร์เท่านั่นเอง

ความเครียดเริ่มกลับมาสู่ความคิดทุกคนอีกครั้ง ไม่นานนัก อาจารย์โด เริ่มมีการเคลื่อนไหว “ขอให้นักศึกษาทั้งหมดเตรียมพร้อมการสอบจะเริ่มใน 10 9 8” เสียงอาจารย์โด ในรูปแบบของหุ่นยนต์ดังขึ้น พร้อมกับนับถอยหลังอย่างช้าๆ ในขณะนี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบในความมืดพร้อมกับเสียงหัวใจของแต่ละคนที่ดังขึ้นประสานกันไม่เป็นจังหวะ “3 2 1” ทุกอย่างกลายเป็นภาพขาว

ตัดกลับมาที่ ภาพของทุกคนหลับตา เอาท่อนแขนบังหน้าไว้เพราะแสงที่สว่างมากเกินไปชั่วครู่ ลมแรงที่ปะทะ หน้าทำให้ทุกคนค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะมีเสียงกรี๊ดของเพื่อนหญิงคนหนึ่งดังมา ทุกคนต่างตกใจกับภาพที่เห็นด้วยตา ภาพซูมออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นว่าทุกคนกำลังอยู่บนตึกสูงราว หลาย ชั้น กลางเมืองหลวง ประเทศหนึ่ง ทุกคนตกใจเป็นอย่างมากกับการเปลี่ยนแปลงจากห้องสอบเล็กๆธรรมดาเป็นตึกสูงกลางใจเมืองแห่งนี้ เสียงอาจารย์ โด ดังขึ้นอีกครั้ง

“โจทย์ข้อที่ 1 ตึกสูง 10000 เมตร จากพื้นดิน วัตถุถูกปล่อยจากยอดตึกนี้ กี่วินาทีวัตถุจะสามารถแตะปุ่มทางออกที่อยู่ที่ชั้นที่ 21 ได้ ถ้าแต่ละชั้นมีความสูง 2 เมตร นักศึกษากลุ่มแรกเริ่มทำข้อสอบใน 5 4 3” เวลาถูกนับถอยหลัง พร้อมกับกรงที่ขึ้นมาจากพื้นดาดฟ้า ล็อกตัวนักศึกษา 5 คนไว้ กรงเคลื่อนที่ออกไปข้างนอกตึกตามการนับถอยหลัง นักศึกษา 5 คนนั่นตกใจและพยายามจะออกมาจากกรงนั่นแต่ไม่เป็นผล “3 2 1” กรงเคลื่อนที่ออกมาจนเกินขอบของตึก

“คุณทั้ง 5 คน คือวัตถุนั่น เริ่มทำข้อสอบได้” สิ้นเสียงพื้นกรงเปิดออก นักศึกษาทั้ง 5 ร่วงหล่นสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของเพื่อนๆทุกคน เต๋อ นิด ประวี โชค และ พล กำลังพุ่งลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ด้วยแรงลมที่เข้าปะทะอย่างแรงต่อเนื่อง ทำให้ทั้ง 5 คนต้องคุยตะโกนใส่กัน

เต๋อ : นี้เราต้องทำอะไรซักอย่างแล้วนะ ไม่งั้นเราได้โหม่งโลก ตายแน่ๆเลย

พล : นี้มันคือ บ้าอะไรวะ เนี่ย กูงงไปหมดแล้วนะโว้ย

โชค : นี้อาจารย์ โด ทำได้ยังไงเนี่ย นี้มันเป็นโปรแกรมจำลองภาพที่เสมือนจริงมากเลยนะเนี่ย

เต๋อ : เดียวนะ ว่าไงนะ นี้มึงกำลังบอกว่า นี้มันไม่ใช่ของจริงงั้นหรอหะไอ่โชค

โชค : ก็มีความเป็นไปได้

ประวี : แต่นี้มันเหมือนจริงมากเลยนะโว้ย แล้ว ลมที่ประทะ หน้ากับความรู้สึกเสียวท้องนี้มันมายังไงละ ถ้ามันไม่ใช่ของจริงน่ะ

โชค : ขอโทษนะ คือกูก็พึ่งจะถูกจับใส่กรงพร้อมๆกับมึงนี้แหละ กูจะไปรู้ได้ยังไงว่ะ กูก็แค่คาดเดา กูไม่รู้

ประวี : แล้วเราจะทำยังไงดีละ

โชค : อยู่เฉยๆนั่นแหละ เหมือนชั่วโมงที่ผ่านมา

นิด : นี้ นี้ เราจะไม่ทำอะไรกันเลยจริงๆหรอ นี้มันเริ่มเห็นพื้นแล้วนะ เราว่ามันน่ากลัวนะ

เต๋อ : ใช่ๆ เราว่าเราควรจะทำอะไรซักอย่างนะ

นิด : ใครพอจะจำได้มั้ยว่า เสียงอาจารย์พูดว่าอะไรก่อนที่จะปล่อยเราออกมานะ

ประวี : จำไม่ได้เรามัวแต่ตกใจน่ะ

พล : เราก็เหมือนกัน

โชค : คำตอบคือ 44.627 วินาที

ประวี, นิด, พล, เต๋อ: หา ว่าไงนะ

โชค : นี้ทุกคนไม่ได้ฟังกันเลย หรอห๊ะ การที่จะไปแตะปุ่มทางออกที่อยู่ที่ชั้น 21 ต้องใช้เวลา 44.627 วินาที อาจารย์โดนี้ผมก็ตอบออกมาแล้ว ทำไมยังไม่หยุดภาพ 3 มิตินี้อีกละครับ

ประวี : โชคนี้มึงรู้อะไรเกี่ยวกับ เรื่องนี้บ้างเนี่ย มึงอธิบายมาให้กูเดียวนี้นะ (ประวีขว้างคอเสื้อโชคไว้แน่น)
นิด:  ใจเย็นๆก่อนสิ ประวี ทำอะไรเนี่ย ปล่อยโชคนะ

ประวี : ก็มันบอกให้ทุกคนอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร แต่มันแอบคิดคำตอบอะไรอยู่คนเดียว มันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคิดจะเอาตัวรอดคนเดียวนะ ทุกคนก็เห็น

โชค : นี้กูก็ พยายามจะช่วยพวกมึงอยู่นะ การที่มึงไม่ตั้งใจฟังอะไรแล้วมาทำกับกูแบบนี้ กูผิดมากใช่มั้ย ห๊ะ

ประวี : (เงียบ ทำหน้าเซ็งๆ)

นิด: เอาละ พอก่อนเถอะ โชค เราขอโทษแทนประวี ด้วยนะ โชคพูดต่อเถอะ ตอนนี้พวกเราควรทำยังไง

โชค : (จัดคอเสื้อให้เข้าที่เล็กน้อยก่อนเริ่มพูด) อะแฮ่ม อาจารย์ได้พูดโจทย์ฟิสิกส์ข้อหนึ่งมาก่อนปล่อยตัวเรา ซึ่งเราก็คำนวณแล้วได้คำตอบแล้ว ตอบออกไปแล้วแต่มันก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เต๋อ : หรือว่าคำตอบมันผิดว่ะ มันเลยยังไม่หยุดนะ

โชค : นี้ มึงคิดว่าโจทย์ง่ายๆระดับอนุบาลแบบนี้กูจะคิดผิดหรอ ห๊ะ แค่นี้กูคิดในใจแปปเดียวก็ได้โว้ย

พล : คุณทั้ง 5 คือวัตถุนั่น เหมือนเราจะได้ยินแบบนี้ด้วยนะ

นิด: เอ๊ะ เดียวนะ ถ้าเราเป็นวัตถุ นี้ โชค ในโจทย์มันให้ วัตถุ ทำอะไรนะ

โชค : กี่วินาทีวัตถุจะสามารถแตะปุ่มทางออกที่อยู่ที่ชั้นที่ 21 ได้ (โชคทำหน้าตกใจขึ้นมา)

โชค : รึว่า เราต้องแตะปุ่มนั่นให้ได้ ก่อนที่เราจะร่วงลงไป

ภาพเคลื่อนลงมาที่ชั้นที่ 21 มีปุ่มสีแดงปุ่มใหญ่ประมาณฝ่ามือ เชียนว่า STOP อยู่บนหน้าต่างของชั้นที่ 21 ก่อนจะเคลื่อนกล้องกลับขึ้นไปที่กลุ่มนักศึกษา 5 คนนั่น

ประวี : ก็ 44 วินาทีใช่มั้ย เราก็นับถอยหลัง 44 วินาทีสิแล้วก็กดปุ่มนั่น

โชค : มันคือเวลา 44.627 วินาที และเริ่มนับจากที่เราเริ่มตกด้วย

เต๋อ : แล้วตั้งแต่ที่เราเริ่มตกมันกี่วินาที แล้วละ

โชค : นั่นแหละ คือ ปัญหา ถึงแม้เราจะเริ่มนับจริงๆ เราก็ไม่สามารถนับเวลา 44.627 วินาทีได้หรอก ละอีกอย่างตึกนะกว้างจะตาย เราไม่รู้หรอกว่าปุ่มอยู่ตรงไหนน่ะ

พล : โอ๊ย ทำยังไงดีละเนี่ย ใครจะไปรู้ว่ะ ว่ามันต้องทำยังไงบ้างนะ

โชค : อยู่เฉยๆนั่นแหละ เดียวมันก็ผ่านไป

นิด: นี้เราจะไม่ตายใช่มั้ย ถ้าเราอยู่เฉยๆ

ประวี : ใครจะไปยอมอยู่เฉยๆเล่า เดียวก็ตายกันหมดหรอก

ประวีถอดเสื้อหนาวออกถอดเสื้อนักศึกษาออกแล้วพยายามมัดผูกเสื้อกันไว้ เป็นผื่นใหญ่

ประวี : เต๋อ พล เร็วเข้าถอดเสื้ออกมา ทำตามเรา นิด เธอถอดแค่เสื้อหนาวก็พอ

ทั้ง4คน พยายามผูกเสื้อทั้ง 7 ตัวให้เป็นผ้าผื่นใหญ่ ในขณะที่ โชคลอยกอดอก มองอยู่เฉยๆ

โชค : เฮ้อะ งี่เง่า

ประวี : ถ้านี้จะเป็นข้อสอบจริงๆละก็ มันคงไม่ใช่ข้อสอบวัดความรู้หรอนะ ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้หรอเราไม่ได้เรียนมาเพื่อกระโดดลงจากตึก แต่มันเป็นข้อสอบที่จะตอบคำถามว่า เราเรียนฟิสิกส์กันไปทำไมต่างหากละ “เราเรียนไปให้รู้ว่า เมื่อมันมีปัญหาเราต้องช่วยเหลือกัน”

จากนั่น ประวี บอก เต๋อ พล และ นิด ให้ไปประจำที่แต่ละมุมของผ้าไว้ แล้วเอาขามาเกี่ยวกันไว้ เหมือนบอลลูนขนาดเล็ก แรงลมเข้าประทะผื่นผ้าอย่างแรง แขนของทั้ง 4 คนเกร็งแน่น

ประวี : ออกแรงไว้นะทุกคน ฝืนหน่อย

ผื่นผ้าเริ่มต้านลมและลดความเร็วของทั้ง 4 อย่างช้าๆ

ประวี : ไหนดูดิ ว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันจะยังเป็น 44.345 วินาที ของมึงอยู่มั้ย ฮะๆๆ

บอลลูนเริ่มลอยลงอย่างช้าเข้าที่ ชั้นที่ 21 ก่อนที่ ประวีจะกดปุ่มสีแดงบนนั่น แล้วภาพก็ตัดขาวอีกครั้ง

ทั้ง 5 คนถูกตัดกลับมาที่ห้องสอบที่เป็นสภาพเดิมอีกครั้ง เพื่อนๆต่างรออยู่ที่ห้องอยู่แล้วเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนดีใจวิ่งเข้าสวมกอดด้วยความเป็นห่วง

โชค : เฮ๊อะ บอกแล้วให้อยู่เฉยๆเดียวก็รอด

ประตูห้องสอบคลายล็อก ออกด้วยตัวเอง ก่อนที่นักศึกษาทั้งหมดจะเปิดประตูวิ่งออกไปข้างนอกจนหมด เหลือไว้เพียงโชคที่ค่อยๆเดินมาที่ประตู ยิ้มแล้วค่อยๆปิดมันลง

“โจทย์ข้อที่ 2”

 

บิ๊กกี๊ 512110103

งานชิ้นที่ 10 [ คดีฆ่ารัดคอ ]

posted on 14 Oct 2011 16:33 by animationwriting

งานชิ้นที่ 10 [ คดีฆ่ารัดคอ ]

 

กริ๊งงงงงง !!!!!

 

.................. ( เงียบ... )

 

กริ๊งงงงงง !!!!

 

..................

 

กริ๊งงงงงง !!!!

 

..................

 

กริ๊งงงงงง !!!!

 

 

มาร์ค    " ฮัลโหล " มาร์คพรวดตัวจากเตียงขึ้นมารับมือถือที่โต๊ะโคมไฟด้วยความตกใจ

 

ร๊อบ     " เฮ้ ไงมาร์คนี่ชั้นร๊อบนะ "

 

มาร์ค    "เอ่อ... อืม... เฮ้ ว่าไงเพื่อน " มาร์คตอบด้วยเสียงคนที่เพิ่งตื่น

 

ร๊อบ     " เราเจอพยานผู้เห็นเหตุการณ์เพิ่มขึ้นมาแล้วนะ ฟังจากการให้ปากคำแล้ว น่าจะจะเป็นฆาตกรคนเดียวกัน "

 

มาร์ค   " อืม โอเค จะไปเดี๋ยวนี้แหละ "

 

มาร์ควางสายโทรศัพท์ แล้วลุกจากเตียงไปเปิดผ้าม่าน มาร์คเอามือบังหน้าจากแสงแดดที่ส่องเข้ามา

 

มาร์คเดินไปที่โต๊ะโคมไฟข้างหัวเตียง หยิบนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วใส่  ข้างๆนาฬิกาข้อมือมียานอนหลับและแก้วน้ำวางอยู่

 

มาร์คเดินไปหยิบเสื้อคลุมแล้วเดินออกห้องไป 

 

------------------- ที่โรงพัก -----------------------

 

ในห้อง มีพยาน 2 คน เป็นเด็กวัยรุ่นผู้ชายอายุ 17 ปี พอมาร์คมาถึงโรงพักแล้วก็เดินเข้าไปคุยกับเด็กทั้ง 2 ในห้องทันที

 

จับใจความได้ว่า เมื่อคืนตอนเวลา 5 ทุ่ม ขณะที่เด็กทั้ง 2 คนกำลังเดินกลับบ้านอยู่นั้น ได้เห็นเงาตะคุ่ม ตะคุ่มอยู่ข้างทาง ทั้ง 2 จึงแอบไปมองปรากฎว่า พบชายคนหนึ่งกำลังถูกรัดคอ

 

ทั้ง 2 ตกใจช๊อคสุดขีดและวิ่งหนีออกมาออกมา ในขณะนั้นร๊อบกำลังขับรถผ่านมาพอดี เด็กทั้ง 2 เห็นเป็นรถตำรวจ จึงแจ้งความ 

 

ร๊อบ     " ดูจากสภาพศพแล้ว บอกได้เลย ว่าเป็นฆาตกรคนเดียวกัน อาวุธที่ใช้รัดคอคือเข็มขัด "

 

มาร์ค   " นี่เป็นศพรายที่ 3 แล้วใช่มั้ย "

 

ร๊อบ        " 5..... รายที่ 5 ต่างหาก เวลาที่เจ้านี่มันลงมือ เวลาไม่เคยซ้ำกันซะด้วย บางทีก็ช่วงเช้า บางทีก็เที่ยง บางทีก็ตอนดึก  "

 

มาร์คเอามือกุมขมับ

 

ร๊อบ       " มาร์ค นายโอเคนะ "

 

มาร์ค     "  แค่ปวดหัวนิดหน่อยนะ เล่าต่อเถอะ "

 

ร๊อบ       " ดูจากรูปคดีแล้ว คงเป็นการฆาตกรรม ไม่ใช่การขโมยทรัพย์แน่นอน เพราะผู้ตายทั้ง 5 คน ไม่มีคนไหนเลย ที่กระเป๋าเงินถูกเปิด ทุกอย่างอยู่ในที่เดิมอย่างดี "

 

มาร์ค     " อืม... แล้วคนร้ายลักษณะ ท่าทางเป็นยังไงล่ะ  "

 

ร๊อบ       " พวกเค้าบอกว่าเหมือนผู้ชาย ท่าทางไม่เมาเหล้า ก็เมายา "

 

มาร์ค     " ลักษณะเหมือนกันกับที่พยาน 4 รายก่อนหน้านี้บอกใช่มั้ย "

 

ร๊อบ       " ใช่  "

 

มาร์ค ร๊อบ และพยานทั้ง 2 คนทั้งพูดคุย สืบสวนกันจนดึก

 

มาร์ค     " โอเค นี่ก็ดึกมากแล้วนะ ร๊อบนายกลับก่อนก็ได้นะ วันนี้ชั้นเข้าเวณพอดี "

 

ร๊อบ       " อืมฝากด้วยนะ แล้วพยานล่ะ "

 

มาร์ค     " อยู่กับชั้นที่โรงพักก่อนก็ได้ ดูสีหน้าแล้วคงไม่กล้าออกไปไหนแน่ๆ นี่ก็เกือบเที่ยงคืนละด้วย "

 

ร๊อบ        " โอเค พรุ่งนี้เจอกันเพื่อน "

 

มาร์คโบกมือตอบรับ

 

มาร์คและพยานทั้ง 2 คนอยู่ด้วยกันที่โรงพัก จนกระทั่งรุ่งเช้า มาร์ครู้สึกมึนๆจากการเผลอหลับไป มาร์คลืมตาขึ้นมา พบพยาน 1 คนกำลังตัวสั่นด้วยความตกใจ ตาเหลือก หน้าซีด

 

มาร์ค     " เฮ้ เป็นไรมากรึเปล่า "

 

มาร์คเดินเข้าไปหา พยานคนนั้นสะบัดตัววิ่งหนีนี้มาที่มุมห้อง และตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออย่างดัง มาร์คเอามือกุมหัวด้วยความเจ็บปวด เหมือนโดนอะไรฟาดซักอย่าง เขาหันหลังไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน ก็พบว่ามีพยานอีกคนนอนเสียชีวิตอยู่ มาร์คตกใจสุดขีด เขารีบวิ่งไปดู สภาพศพถูกรัดคอด้วยเข็มขัด และเข็มขัดเส้นนั้นดันเป็นเข็มขัดของเขา

 

มาร์ค     " เฮ่ย ซวยแล้ว "

 

ขณะที่มาร์คกำลังทำตัวไม่ถูกอยู่นั้น ตำรวจก็เข้ามาชาร์ต และจับมาร์คใส่กุญแจมือ

 

มาร์ค     " เฮ้ยปล่อยชั้นนะ ชั้นไม่ได้ทำอะไรผิด ปล่อยนะเว่ย !!!! "

 

มาร์คขัดขืนสุดชีวิต ร๊อบเดินเข้ามาหามาร์คตรงที่เกิดเหตุ 

 

ร๊อบ      " มาร์ค ชั้นเสียใจด้วยนะ "

 

มาร์ค     " ร๊อบ ชั้นไม่ได้ทำผิดนะ "

 

มาร์คมองหน้าร๊อบ

 

มาร์ค     " ถึงแม้ว่าชั้นจะมีปัญหาส่วนตัว แต่ชั้นไม่เคยคิดจะฆ่าใคร "

 

ร๊อบ       " ชั้นเสียใจด้วยเพื่อน คงต้องแล้วแต่ศาลจะตัดสินแล้วล่ะ "

 

มาร์ค     " ชั้นไม่ใช่ฆาตกร !!! "

 

คดีของมาร์คได้ยกไปในชั้นศาล แต่มาร์คก็ได้ถูกปล่อยตัวมาในที่สุด เนื่องจาก เขาไม่ได้ฆ่า หรือจงใจฆ่าคน โดยตั้งใจ เพราะพยาน และหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามาร์คลงมือโดยไม่มีสติ นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่เขาลงมือทำเกิดจากการนอนหลับ แล้วละเมอ ถึงแม้จะเหลือเชื่อก็เถอะ แต่นี่คือเรื่องจริง ไม่นานมาร์คก็เสียชีวิตลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกหลังจากแยกทางกับภรรยาได้เพียง 2 วันเท่านั้น 

 

พนมกร เทพณรงค์ 512110066 

 

 

 

 

 

 

 

งานชิ้นที่ 11 [ พัน C4 ]

posted on 14 Oct 2011 16:32 by animationwriting

งานชิ้นที่ 11 [ พัน C4 ]

 

หนังแอ๊คชั่นมากมายที่เราเห็น มันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น รู้สึกสนุก รู้สึกอยากเข้าไปร่วมในเหตุการณ์นั้นทุกที แต่มีใครรู้หรือไม่ว่าในชีวิตจริง ฉากแอ๊คชั่นเหล่านั้นมันสนุกยิ่งกว่าดูหนังซะอีก เพราะเมื่อไหร่ที่คุณพลาดขึ้นมา นั่นหมายความว่า คุณได้ย้ายบ้านไปในนรกแน่ๆ ฮ่าๆๆ

ขณะที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมอยู่ที่เรือนจำบางขวาง นนทบุรี แต่ถ้าหนังสือเล่มนี้ได้อยู่ในมือท่านแล้ว นั่นแสดงว่า ผมได้อยู่บ้านหลังใหม่เรียบร้อยแล้ว ผมชื่อพัน ชาวบ้านกับตำรวจเรียกผมว่า ไอ่พัน C4  ผมโดนตัดสินประหารชีวิตจากคดีอะไรก็ไม่รู้ ที่ผมไม่รู้เพราะผมจำไม่ได้น่ะสิมันเยอะมาก แต่ผู้คุมบอกมาว่า 100 กว่าคดีโน่นแหละ ขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าเนื้อหาที่ท่านจะอ่านต่อจากนี้ ผมเขียนมาจากความรู้สึกสนุกล้วนๆ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ เพราะหนังสือเล่มนี้ มันเป็นคำขอสุดท้าย ก่อนวันที่วันพรุ่งนี้จะมาถึง ผมคงไม่มีเวลามากที่จะมาสาธยายอะไรนักหรอกนะ เอาเป็นว่าเราไปอ่านกันเลยดีกว่า

 

ผมเกิดปี 2499 ยุคอันธพาลครองเมือง แน่นอน ผมมีปุ๊ ระเบิดขวด เป็นไอดอล ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวใหญ่ ผมมีพี่น้องทั้งหมด 10 คน เป็นผู้ชาย 8 หญิงซะ 2 ผมเป็นน้องสุดท้องที่เกิดมาพร้อมกับ เรื่องเล่าอันเลืองลื่อ ของพี่ชายทั้ง 7 ของผม ครอบครัวเราเป็นเหมือนที่ปรึกษาของคนในหมู่บ้าน ใครมีปัญหา มีเรื่องอะไร ขอให้บอกเรามา แล้วเราจะไปตกลงให้ แต่ก็แล้วแต่สถาณการณ์ บางทีก็ตกลงด้วยมีด บางทีก็ตกลงด้วยปืน แต่ถ้างานใหญ่หน่อยพวกบึ้ม พวกเผาอะไรงานนี้ก็จะเจอผม

 

ผมก้าวเข้าสู่ความเป็นนักเลงเต็มตัวตอน ม.4 อย่างว่าแหละครับ ต่อให้ที่ผ่านมาผมเรียนดี ประพฤติตัวดีแค่ไหน แต่ลึกๆข้างในมันก็มีเลือดของนักเลงที่เดือดพล่านอยู่ ผมมีเรื่องกันในสนามฟุตบอลหลังจากเลิกเล่นบอลแล้ว ผมไปรอพวกมัน พวกม.6 ที่ทำตัวเก๋าทั้งหลาย ที่ลานจอดรถ ผมเอาน้ำมันที่ขโมยมาจากห้องภารโรงราดรถมอเตอร์ไซด์ รถชอปเปอร์ รถอะไรไม่รู้อีกหลายคันของพวกมัน ผมรอตอนที่พวกมัน 6 - 7 ตัวทั้งหลายเดินมาถึง ผมจำหน้าพวกมันได้ดี ผมเอาไฟแช๊คขึ้นมา แล้วโยนไปในกองน้ำมัน คุณเอ๋ย เหมือนในหนังไม่มีผิด ไฟที่ค่อยๆลุกโชน ท่วมไปกับรถราคาแพงๆ ที่มาจากหยาดเหงื่อพ่อแม่มัน บวกกับเสียงระเบิด ตู้ม !!!!!!! มันเพราะยิ่งกว่าเสียงระเบิดในหนังไม่ว่าเรื่องไหนๆ ผมเห็นหน้าตาที่เหวอของพวกมัน พวกมันในตอนนั้นไม่มีความโอหังอยู่เลย ผมกับเรียกเพื่อนๆจับพวกมันมาซ้อม ผมยังจำได้ดี ผมจับพวกมันมัดไว้ที่เสาธง และลงมือใช้คัตเตอร์กรีดหน้ามันด้วยตัวเอง เสียงร่ำไห้ เสียงขอชีวิต เสียงห่าเหวอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ ผมกรีดหน้ามันช้าๆ เลือดค่อยๆไหลลงคาง หยดติ๋งๆ พวกมัน 7 คนที่โดนมัดไว้ที่เสาธงช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ และแน่นอนครับ เช้าวันรุ่งขึ้นเรื่องของผมดังไปทั่วโรงเรียน พ่อให้พี่ชายของผมพาตัวหนีไปอยู่ชายแดน แล้วเอาเงินยัดให้ตำรวจเพื่อให้เรื่องมันจบๆไป ผมอยู่ชายแดนมา 4 ปี ผมเรียนรู้วิธีฆ่า วิธีพรางศพ และอีกหลายๆอย่าง และแล้ววันที่ผมต้องจดจำไปทั้งชีวิตก็มาถึง ขณะที่ผมอยู่ชายแดน พี่ชายคนโตก็มาหาผมที่บ้าน ตัวของเขาอาบไปด้วยเลือด พี่เขาบอกว่า บ้านเราถูกฆ่ายกตระกูล คุณเอ๋ย ชั่วอึดใจนั้นผมหยิบ C4 ติดตัวออกไป กะว่าจะระเบิดพวกมันให้ตายไปพร้อมกับบ้านอันแสนรักที่ผมอยู่มากว่า 15 ปี ขณะที่ผมวิ่งออกจากบ้านไปโดยไม่สนใจคำเตือนจากพี่ชาย ปืนจากที่ไหนไม่รู้ เปรี๊ยง !!! ใส่ขาผม ผมร่วงล้มคะมำ ตกบันไดทันที ผมหงายหน้ามองขึ้น พบว่าคนอีกเป็นสิบกำลังมุ่งหน้ามาทางผม พี่ชายรีบคว้าตัวผมขึ้นรถ แล้วขับหนีไปด้วยสภาพสะบักสะบอมทั้งคู่ ผมจำหน้าไอ่คนที่มาด้วยได้ มันเป็นลูกน้องเสี่ยเฮง  ผมกลับไปซ่อนตัวแล้วเตรียมระเบิด C4 เป็นตับ กะจะระเบิดศพมัน ระเบิดแล้วระเบิดอีก ระเบิดจนกว่ากระดูกมันจะเละยิ่งกว่าผง ผมแค้นมาก แค้นที่สุด ไอ่เสี่ยเฮง ไอ่ชั่ว พ่อผมอุตส่าห์ช่วยมันจนเป็นผู้เป็นคนมาถึงทุกวันนี้ มันยังมาหักหลังพ่อผม เที่ยงคืนอีกวันนึง วันนั้นพระจันทร์เต็มดวง ผมไม่กลัว ผมไปคืนนั้นเลย ผมยัดระเบิดใส่ใต้ท้องรถ ห้องครัว ถังขยะหน้าบ้าน รอแถวๆนั้นจนเช้า ผมเดินไปที่บ้านไอ่เสี่ยเฮง มันกำลังไปส่งลูกน้อยๆของมันไปโรงเรียน ผมยืนมองหน้ามันหน้าประตูบ้าน หรือเรียกว่าคฤหาสถ์ของมันก็ไม่ผิด ตู้ม !!!!!!!!! ระเบิด C4 ดังสนั่น ควันพุ่งไปถึงบ้านชั้น 3 ของมัน ตู้ม ๆๆๆๆๆ !!!!! จบซะทีคฤหาสถ์เสี่ยเฮง ตั้งแต่นั้นมา ตำรวจก็ตามล่าผมจนถึงทุกวันนี้ที่ผมพลาดจนโดนจับเข้าเรือนจำ 

 

ผู้คุมเรือนจำ “ พอแล้ว ไอ่พัน ถึงเวลาแล้ว ”

 

พัน “ อ่าๆ ได้ๆ กะจะเขียนตอนจบให้เสร็จซะหน่อย ”

 

ผู้คุมเรือนจำ “ มาๆๆๆ คำขอสุดท้ายมึงก็ได้ทำไปแล้ว มา ”

 

ผู้คุมจับตัวพันขึ้นมา 

 

พัน “ เฮ่อ... ”

 

ขณะที่ผู้คุมกำลังพาพันไปที่แทนประหารชีวิต 

 

พัน “ เดี๋ยวพี่ ผมได้ยินเสียงอะไรซักอย่าง ”

 

ผู้คุม “ อะไรวะ.... ”

 

ตู้ม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

เรือนจำทั้งหมดพังลงมา นักโทษพากันหนี ก่อนจะหนี พันได้บอกกับผู้คุมว่า

 

พัน “ กู พัน C4 ขอบคุณมากที่ให้กูเขียนหนังสือ อย่าลืมเอาหนังสือนี้ไปแจกจ่ายด้วยนะ ”

 

และแล้วพันก็หนีลอยนวลไป

พนมกร เทพณรงค์ 512110066

 

 

 

 

[งานชิ้นที่ 15]:: ความฝัน

posted on 14 Oct 2011 16:16 by animationwriting

 

            บอย เป็นวัยรุ่นที่ต้องการค้นหาความฝัน แต่ด้วยเวลาที่ผันไป ก็ได้มีสิ่งเล้ารอบกายต่างๆที่ทำให้เขาฉุกคิด และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเจอจนทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งใดกันแน่คือสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งใดกันแน่ที่คือความฝันที่แท้จริงของเขาและสิ่งที่เขาฝันไว้มันจะเป็นสิ่งไหนกัน เรื่องราวชีวิตของเขาก็เป็นเช่นนี้

 

ตัวละคร

บอย : วัยรุ่น ผู้ข้นหาความฝันที่แท้จริงของตนเอง เขามักมีความคิดเป็นของตนเอง เขาชอบสังเกตสิ่งรอบกายตลอดเวลา บอยเป็นคนคิดมากในเรื่องที่คนหลายๆคนอาจไม่คิดแบบเขา จนบางทีเขาถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนแปลก

 

ครู:เป็นครูประจำชั้นที่บอยเรียน สนิทกับพ่อของบอยเพราะดื่มเหล้ากับพ่อบอยเป็นประจำ

 

พี่วิน:วินมอเตอร์ไซด์ ที่รับจ้างไปรับ ไปส่งบอยกลับบ้านเป็นประจำ

 

ห้องประจำชั้นห้อง 5/4 ในห้องเรียนคาบวิชาแนะแนวของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง

ครู:”นายกล้า โตขึ้นเธออยากเป็นอะไร?”

กล้า:”ผมอยากเป็นหมอครับ”

ครู:”ทำไมถึงอยากเป็นหมอ?”

กล้า:”ผมจะได้รักษาคนป่วยครับ”

 

บอยคิดในใจ “ทำไมคนฉลาดๆมักอยากเป็นหมอ ดูอย่างไอ่กล้าสิกูก็เห็นมึงเก่งอยู่หรอกน่ะเลยอยากเป็นหมอ แต่แม่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขามีบริจาคเลือดที่โรงเรียน มึงดันกลัวเข็ม แล้วเนี่ยน่ะที่มึงตอบว่าอยากจะเป็นหมอเพื่อรักษาคนอื่น”

 

ภาพย้อนกลับไปตอนประถม ในห้องเรียน

ครู:”เด็กชายบอยโตขึ้นอยากเป็นอะไรจ๊ะ?”

บอย:”ผมอยากเป็นครูครับ”

ครู:”ทำไมถึงอยากเป็นครูหล่ะ”

บอย:”ผมจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีแบบครูไงครับ”

ครู:”เก่งมากนายบอย อ่าวเพื่อนๆปรบมือให้นายบอยหน่อยสิจ๊ะ”

 

“ปลั๊บๆๆๆ!!”(เสียง noise overในซีนต่อไป)

 

ภาพตัดกลับมาเมื่อบอยอยู่ ม.สี่ ที่ร้านลาบลุงนำ หลัง โรงเรียน

กล้องจับไป มีครูนั่งอยู่สองถึงสามคน นั่งสังสรรค์กันปนเสียงหัวเราะดังลั่น

ครู:”อ่าวบอย จะกลับแล้วหรอ”

บอย:”ครับผม”

ครู:”ฝากไปบอกพ่อให้รีบๆๆมาน่ะ ครูรอนานแล้ว”

กล้องจับโฟกัสที่โต๊ะ แก้ว และเสื้อสีกากีพร้อมมีเสียงว่า” อ่าวหมดแก้ว”

 

 

บอยเดินไปขึ้นรถที่วินมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน เช่นทุกวัน เขาเดินไปหาพี่วิน พี่ที่รับจ้างขับรถไปส่งเขาที่บ้านทุกวัน

 

พี่วิน:”มา มา ขึ้นรถ!”

บอย:”พี่วิน แล้วหมวกกันน็อคผมหล่ะ”

พี่วิน:”เอ่อหน่าขึ้นมาเหอ แค่นี้เองไม่เป็นไรหรอก”

พี่วิน:”แน่ะ! ยังช้าอยู่  เร็ว จะไปไม่ไป”

เมื่อบอยขึ้นรถเสร็จพี่วินก็รีบบีดมอเตอร์ไซด์ออกไปด้วยความเร็วที่น่าอันตราย

ไม่ทันใด เขาก็เจอตำรวจโบก

 

ตำรวจ:”ไหน เอาใบขับขี่มาดูสิ”

พี่วิน:”โอยพี่ ไม่ได้พกมาครับ บัตรผมอยู่ร้านเช่าหนังแถวบ้านหน่ะ”

ตำรวจ:”อ่าวๆ หมวกกันน็อคก็ไม่มี ใบขับขี่ก็ไม่มี”

พี่วิน:”โห คุณตำรวจขอเหอะละครับ ผมรีบไปส่งน้องเขา อีกอย่าง ไอ่เราก็ต้องพึ่งพากันอีกยาว เดี๋ยวก็เจอกันอีกอยู่ดีหน่าคุณตำรวจ”

ตำรวจ:”อืมงั้นเอางี้ ตอนนี้มีเท่าไหร่”

พี่วิน:”ผมมีแค่แปดสิบอะพี่”

ตำรวจ:”งั้นเอางี้ เอามาร้อยหนึ่งแล้วไปซะ ไม่งั้นก็ต้องไปโรงพักด้วยกันเนี่ยแหล่ะ”

พี่วิน:”อ่า ได้ครับได้ครับ”

พี่วิน:”บอย เอ็งเอามาให้พี่ยืมก่อน ยี่สิบดิ”

บอยควักเงินให้พี่วิน พร้อมเดินทางกลับบ้านต่อ  กล้องจับไปที่หน้าบอยขนะซ้อนรถอยู่ มีลมโกรกผม

บอยทำหน้าคิด คิดแล้วก็คิดกับสิ่งที่เขาเจอมา กล้องซูมออก เป็นซีนตอนที่บอยนั่งอยู่ในห้องและมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมคิด (ซีนที่หนึ่ง)

 

ครู:”บอย บอย!!”

บอย:”อ่า ครับ ครับ”

ครู:”มัวเหม่ออะไร ตาเทอแล้ว เพื่อเขารอนานแล้วเนี่ย”

(มีเสียงหัวเราะของเพื่อนๆภายในห้อง ที่บอยโดนครูดุ)

ครู:”ครูถามว่า โตขึ้นเธออยากเป็นอะไร?”

บอย:”อืมมมมม  ผมว่าผมคงไม่อยากโตแล้วหล่ะครับ”

ทั้งห้องเงียบ ปนความงงขอคำตอบที่บอยตอบ

 

กล้องถ่ายสภาพบรรยากาศโรงเรียนตอนไม่มีคนอยู่

มีเสียงธงโบกสะบัด ตัดกล้องไปโฟกัสที่ธง ที่มีลอยขาด และเปื้อน

จบ

วัชระ  เพ็ญประสานชัย
522110078

[งานชิ้นที่ 13]:: โมนาริซซี่

posted on 14 Oct 2011 16:15 by animationwriting

ริซซี่เป็นหญิงสาวที่สวยงามที่สนจัยในเรื่องศิลปะ และประวัติศาตร์ เขาศึกสาค้นคว้าข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับผลงานขอดาวินชี่  เขาได้มีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของโมนาริซ่าเขาจึงมุ่งตรงไปที่สถานที่โชว์รูปโมนาริซ่าถึงประเทศฝรั่งเศส เมื่อเขาไปถึง เขาก็จ้องมองรูปอยู่นานว่าทำไมเพราะอะไร รูปนี้ชั่งงดงามและล้วนมีปริศนาเกี่ยวกับรูปมากมาย จนเขาสงสัยว่ารูปผู้หญิงคนนี้คือรูปหญิงในจินตนาการของดาวินชี่หรือว่าเป็นการวาดรูปเหมือนขอดาวินชี่กันแน่ เขาคิดอยู่ในใจ ไม่นานนักบรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไป เขาจ้องไปดังดวงตาของรูปอยู่นาน เพราะเขารูปสึกว่ารูปนั้นช่างมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริงๆ ทันใดนั้นเอง คนในรูปก็ยิ้มให้เขาพ้อมเอ่อย

กล่าวว่า

รูปโมนาริซ่า:”เจ้าอยากรู้จริงๆใช่ไหมว่ารูปของข้าได้มาอย่างไร”

โมนาริซี่ตกใจ เขาก้าวขาไม่ออกพร้อมอาการมึนงงกับสิ่งที่เขาได้เห็น แต่หนีไม่พ้นความสงสัย เขาจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียสั่นๆว่า

โมนาริซ่า:”ใช่ ฉันอยากรู้”

รูปปั้นโมนาริซ่ายิ้ม พร้อมยื่นมือมาจับแขนโมนาริซี่ หลังจากนั้นสภาพบรรยากาศรอบข้างของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นดังยุคสมัยที่ดาวินชี่ยังมีชีวิตอยู่

รูปโมนาริซ่า:”ข้าช่วยเจ้าได้เพียงนี้ ต่อไปเจ้าจงหาคำตอบในใจเจ้าเอง”

ด้วยคมตกใจที่ถูกทิ้ง โมนาริซี่ถึงขั้นกล่าวออกมาเป็นคำว่า “เดี๋ยว เดี๋ยว อย่าทิ้งฉันไป”

เขาตกใจมากว่าที่นี่ที่ไหน เรื่องลาวเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ไม่นานนักเขาก็ตั้งสติ ทบทวนคำพูด จนทำให้เขาคิดว่า เมื่อเขาไขปริศนาในใจได้ นั้นแหละคือวิธีกลับไปดังเดิม เขาไม่รอช้ารีบเร่งตามหาดาวินชี่ จากข้อมูลที่เขาเคยศึกษามาอย่างดีไม่ทันใดนักเขาก็เจอกับดาวินชี่

โมนาริซี่:”ท่าเคยวาดรูปหญิงงามผู้หนึ่งไหม ท่านวาดจากจินตนาการรึอย่างไร”

ดาวินชี่:”ไม่หนิ ค่าไม่เคยวาดรูปแบบนั้นเลย”

โมนาริซี่ด้วยความสับสน และงวงงง เขาก็พยายามบอกรูปลักษณะที่ทางของรูปโมนาริซ่าให้อย่างดี

ดาวินชี่ก็รับฟังและรับปากว่าจะลองวาดให้ โดยมีข้อแม้ว่าเจ้าต้องบอกรายละเอียดให้ครบ แล้วห้ามแอบดู

เวลาผ่านไปห้าวัน ในที่สุดเขาก็วาดเสร็จ ด้วยความตื่นเต้นที่จะดูผลงาน โมนาริซี่ทนไม่ไหวเขาอาศัยช่วงเวลาที่ดาวินชี่เผลอ เขาแอบดูรูปที่วาดเสร็จ คุณพระรูปที่เขาวาดคือรูปโมนาริซ่าจริงแต่ที่แปลกคือรูปหน้าเมื่อมาดูดีๆรูปนั้นคือรูปหน้าของตัวโมนาริซซี่เอง เขาชอคพร้อมปล่อยรูปภาพนั้นตกลงสู่พื้นดิน

 

เป็นภาพยนตร์ที่ผมดูแล้วต้องหาหนังแผ่นมาดู ด้วยความที่ผมเป็นคนอ่านช้า ผมขอสารภาพว่าดูรอบเดียวผมไม่ได้รู้เนื้อหา หรือซึมซับบุคลิกของพระเอกได้ทั้งหมด แต่ยิ่งมาดูหลายรอบเข้า ยิ่งทำให้เห็นความฉมังในการตัดต่อเล่าเรื่องของผู้กำกับ ไม่ว่าจะเป็นตอนเปิดก็ที่พระเอกทะเลาะและเลิกกับแฟน ก็ทำให้เราพอเดาออกและรู้จักลักษณะนิสัยของตัวพระเอกได้ครบในซีนเดียว อีกทั้งเมื่อจบซีนนั้นก็ต่อด้วยซีนทีเริ่มเขียนโค้ดหลังทะเลาะ พร้อมขิ้นชื่อเรื่อง อีกทั้งที่ผมชอบคือซีนนั้น ได้ตัดฉากสลับกับซีนของคู่คดีของเขาครบทั้งหมดโดยเป็นฉากเหมือนมีปาตี้และมีตัวหนังสือขึ้น ทำให้เราจากที่ไม่รู้นิสัยของตัวละครก็พอเข้าใจกับตัวละครแค่ฉากเพียงไม่กี่วินาที โดยส่วนตัวผมชอบเรื่องนี้เพราะการเล่าเรื่องและตัดต่อซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขาทำให้เรื่องเราจากคดีของคนๆหนึ่งกลับมาดูสนุกและน่าสนใจได้ อีกทั้งบางซีนก็มีการซอดแทรกล้อเลียนเฟสบุคในแง่ความคิดของเขาเข้ามาใส่ เช่นเสียงในเชตเฟสบุค เป็นเสียงที่พระเอกชอบทำเวลาคิด หรือจะเป็นชื่อเก่าของfacebokk ที่มาจาก the facebook สำหรับผมเรื่องนี้เอาไปเลยสี่จุดสองห้า กะโหลก จากเต็มห้ากระโหลก

วัชระ  เพ็ญประสานชัย  

522110078

 

สำนักหลิ่วป้อ เป็นสำนักมวยจีนที่โด่งดัง แต่ด้วยความแก่ฉลาของเจ้าสำนักจึงทำให้สำนักค่อยๆถูกลืมทีละนิด จนถึงเวลาที่เจ้าสำนักสอนต่อไม่ไหวเขาจึงคิดหาผู้สืบทอดเจ้าสำนักคนต่อไป โดยผู้ที่ได้รับเลือกในคราวนี้ได้แก่อาปอ และอาคัง แต่ทว่าด้วยความยโสของอาคังเขาอยากพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง โดยขณะประลองเขาใช้วิชาต้องห้ามจนพลาดท่าเกิดอุบัติเหตุกับคนอื่นๆ จนเจ้าสำนักคนเก่าต้องมาช่วยลูกศิษย์จึงทำให้เขารับวิชานั้นไปเพียงผู้เดียว อาคังรู้ตัวว่าตนฆ่าอาจารย์ตาย แต่เขาก็ไม่ยอมรับความผิดนั้น เขากลับมองว่าอาจารย์ตายเพราะไม่ยอมยกตำแหน่งให้เขาสักที จนทำให้เขาต้องใช้วิชาต้องห้ามเพื่อพิสูจน์การเป็นเจ้าสำนัก แต่เมื่ออาจารย์ตายเขาก็ถูกเนรเทศออกสำนัก แต่ทว่าความร้ายกาจของอาคังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เขาได้ไปตะเวลล้มสำนักจีนทุกสำนักเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของตน จึงทำให้เกิดเหตุการที่ อาปอต้องออกไปหยุดการกระทำของอาคงเพื่อเรียกชื่อเสียงของสำนักกลับมา

            ในที่สุด อาปอก็ตามหา อาคังเจอที่สำนักจีนแห่งหนึ่งที่อาคังพึ่งทำลายไป เมื่ออาคังเห็นอาการเขาก็หัวเราะชอบใจและพูดทักทายอาปอดุจพี่น้องที่รักกัน

อาคัง:”อ่าว ว่าไงหล่ะอาปอ ตามหาข้าเจอจนได้”

อาปอ:”เจ้ากังทำอะไรอยู่เจ้ารู้บ้างไหม”

อาคัง:”ค่าทำอะไรอยู่ ค่ารู้ดี ค่าจะสร้างชื่อเสียงให้สำนักเรากลับมาดังไปทั่วหล้า เจ้าอยากมาร่วมมือกับค่าไหมหล่ะอาปอ”

อาปอ:”แต่สิ่งที่เจ้าทำอยู่ เจ้าไม่รู้เลยรึว่ามันพิดหลักคำสอนของสำนัก”

อาคัง:”เจ้าอย่ามัวแต่งมงานกับคำสอนเก่าๆเลย เราแข็งแกร่งขนาดนี้ก็ดชว์ให้พวกกระจอกนี้เห็นซะซิ ห้าๆ”

อาปอ:”เจ้าดูถูกค่าได้ แต่อย่ามาดูถูกสำนัก”

เมื่อพูดจบอาปอก็พุ่งเข้าหาอาคัง เขาทั้งสองคนประลองยุทธกันอยู่นาน จนต่างฝ่ายก็เจ็บตัวกันไปทั้งคู่ ทั้งสองฝ่ายต่างัดกลยุทที่เคยเรียนมาออกมาสู้จนหมดสิ้น

 

อาคัง:”อาปอ เจ้ายังเก่งเหมือนเดิมเลยน่ะ”

อาปอ:”ข้าปล่าวหลอก ข้าเก่งขึ้นกว่าเดิมต่างหาก”

เมื่อพูดเสร็จ อาปอก็ใช้วิชาลับที่พึ่งได้มา ล้มคาคังจนได้

อาคัง:”เจ้าได้วิชานี้มาจากไหน ทำไม่ค่าไม่รู้ ทั้งๆที่เราก็เรียนมาพร้อมๆกัน”

อาปอ:”วิชาหล่ะเรามีเท่ากันแหล่ะ อาคัง ต่างกันแค่ที่ว่า วิชาของเราใช้เพื่อคนละอย่างแค่
วัชระ เพ็ญประสานชัย
522110078